กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

รับมือคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการโลกร้อน

  • 18 มี.ค. 2557
  • 1,262

คอลัมน์: มองมุมใหม่ด้วยใจรัก: รับมือคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการวิกฤตโลกร้อน
(ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ 25 ธ.ค.52)


ไทยยาม

ข้อตกลงแบ่งการรับผิดชอบต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่จะเกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคมนี้ จะเป็นข้อตกลงที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ ว่าจะอยู่รอดหรือไม่

ภาวะโลกร้อน ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงในเวทีร่วมสร้างประเทศไทย โดยเครือข่ายสถาบันทางปัญญา เพราะเกี่ยวพันกับวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดของคนเราทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเดือนธันวาคมนี้กำลังจะมีการประชุมสำคัญครั้งหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับปัญหาโลกร้อนและเชื่อว่าจะนำมาซึ่งข้อตกลงสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของมนุษยชาติ!

นั่นคือการประชุมที่เรื่องข้อตกลงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ตัวการปัญหาโลกร้อน!

สภาวะโลกร้อน หมายถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มความเข้มของก๊าซเรือนกระจก โดยในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา อากาศใกล้ผิวดินทั่วโลกโดยเฉลี่ยมีค่าสูงขึ้น 0.6 องศาเซลเซียสโดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆโดยมีค่าเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา โดยมีค่าสูงถึง 387 ส่วนในล้านส่วนในปี 2006 เปรียบเทียบกับในช่วง 450,000 ปีก่อนหน้านั้น ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ระหว่าง180-280ส่วนในล้านส่วน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดข้อตกลงที่สหประชาชาติว่าจะรักษาอุณหภูมิผิวโลกเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส และจากการทำโมเดลของนักวิทยาศาสตร์พบว่าการจะรักษาอุณหภูมิให้ได้ดังนั้น จะต้องไม่ให้ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงเกิน 450 ส่วนในล้านส่วน ทางออก คือ ทั้งโลกต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2050 ลงให้เหลือ 50% จากระดับการปล่อยปี 1990

ในปี 2006 ประเทศไทยปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 0.76% ของการปล่อยทั่วโลก ซึ่งนับว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาและจีนปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เกือบเท่ากันรวมกันแล้วประมาณ 40% ของทั้งหมด

ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมามีการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกนเมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก ว่าด้วยข้อตกลงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งทุกประเทศเห็นตรงกันชัดเจนแล้วว่าต้องรักษาอุณหภูมิของโลกไม่

ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียสทั่วโลกจึงมีการตกลงแบ่งความรับผิดชอบกันว่าใครจะลดการปล่อยเท่าไหร่โดยที่ผ่านมาการเจรจาก็ยังมีความขัดแย้ง เพราะประเทศพัฒนาแล้วบอกว่า ทุกประเทศที่ปล่อยก๊าซ

คาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันควรรับผิดชอบในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

แต่ประเทศกำลังพัฒนา นำโดยจีนและอินเดียไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องมีส่วนรับผิดชอบเพราะที่ผ่านมา

คาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่ถูกปล่อยมาจากประเทศพัฒนาแล้วดังนั้นประเทศพัฒนาแล้วต้องรับผิดชอบเต็มที่ พร้อมต้องให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

คำถามที่ตามมาก็คือ จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างไร ลดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? หมายความว่าเราจะใช้น้ำมันถ่านหินและก๊าซธรรมชาติไม่ได้เช่นนั้นหรือ แน่นอนว่าย่อมจะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมโหฬารในระดับโลกจึงต้องมองหาแหล่งพลังงานทดแทนที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้ศึกษาว่าถ้าประเทศไทยต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเกิดอะไรขึ้นทางเลือกของการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คือ เราต้องเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน อย่างพลังน้ำ ชีวมวล แสงอาทิตย์ ลม ซึ่งการผลิตพลังงานเหล่านี้ภายในประเทศเองก็ยังเป็นปัญหา เช่นการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามักถูกต่อต้านจากประชาชน หรือชีวมวล ที่ต้องการการวิจัยเพิ่มหากต้องการเพิ่มศักยภาพหรือหากจะซื้อพลังน้ำและชีวมวลจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องแน่ใจเรื่องความมั่นคง ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านพลังงานปรมาณูก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่อยู่ในความสนใจ แต่ปัญหาก็คือประชาชนยังขาดความเข้าใจ และความมั่นใจด้านความปลอดภัย

มีการคำนวณว่า ศักยภาพสูงสุดของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ไทยผลิตได้ในปี 2556 คือ เอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง 25 ล้านลิตรต่อวัน และไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม 5 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งนับว่าเป็นพลังงานทดแทนที่น่าสนใจ ซึ่งหากบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไทยมีศักยภาพจะผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพใช้ทดแทนน้ำมันที่ใช้ในภาคการขนส่งได้ทั้งหมด แต่เหนือสิ่งอื่นใด คนไทยเราคงจะต้องหันมาตื่นตัวกับการประหยัดพลังงานอย่างจริงจังขณะที่พร้อมรัฐบาลต้องใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์และการเงินมาช่วยในการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อความอยู่รอด ไม่เพียงแต่ของประเทศไทย แต่หมายถึงชะตาของโลกด้วย

ที่มา : จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง