"วันสิ่งแวดล้อมโลก" ตื่นตัว ตระหนัก และยังไม่มากพอ
ผู้จัดการออนไลน์ 04-06-53

ขยะปริมาณมหาศาลที่เกิดจากกิจกรรมการบริโภคของมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง และการเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหินในโรงไฟฟ้าก่อให้เกิด ก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน (ภาพประกอบจาก AFP)
นานเกือบ 40 ปีแล้วที่ "วันสิ่งแวดล้อมโลก" ถือกำเนิดขึ้น แต่ดูเหมือนว่าโลกและสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้รับการดูแล รักษาอย่างดีเท่าที่ควรและยังถูกกระทำซ้ำเติมให้เสื่ อมโทรมลงจนยากเกินจะเยียวยา
องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 5 มิ.ย. ของทุกปีเป็น "วันสิ่งแวดล้อมโลก" (World Environment Day) มาตั้งแต่ปี 1972 เพื่อสร้างความตื่นตัวให้คนทั่วโลกหันมาตระหนักถึงวิ กฤติการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมและหันมาสนใจที่จะแก้ไขป ัญหาร่วมกัน ทั้งยังเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือนาน าชาติทั่วโลก ในการประชุมสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อม (UN Conference on the Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮม ประเทศสวีเดน ในปีเดียวกัน
เราเก็บกวาดน้อยกว่าทำเลอะ เทอะ
"นับตั้งแต่มีการประชุมสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมเป ็นครั้งแรกเมื่อปี 1972 จนถึงทุกวันนี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็มีเยอะขึ้นเรื่อยๆกลายปัญหาใหญ่ขึ ้นและซับซ้อนมากยิ่งกว่าเดิม การจัดตั้งให้มีวันสิ่งแวดล้อมโลกนั้นก็ทำให้คนเราตื่นตัวมากขึ้นกว่าเดิม แต่มันก็ไม่มากเพียงพอที่จะหยุดยั้งปัญหาที่มันขยายต ัวขึ้นอย่างรวดเร็วได้" ทัศนะของ ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา อุปนายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ส.พ.ส.)
ผศ.ดร.จิรพลเผยว่า การขยายตัวของประชากร การเติบโตของเศรษฐกิจ การขยายตัวของกำลังการผลิตและการบริโภค เหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมลพิษ ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันยุ่งยากและซับซ้อนต่อการแก้ไข เมื่อเราสร้างความตระหนักได้ไม่เพียงพอต่อการขยายตัว ของปัญหา ก็ยิ่งทำให้ปัญหามันทับถมทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ
"ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ทำอะไรกันเลย เราก็ทำอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ทันกับปัญหาที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวด เร็ว หรือพูดง่ายๆก็คือ เราเก็บกวาดน้อยกว่าที่เราทำเลอะเทอะ" ผศ.ดร.จิรพล กล่าวเปรียบเทียบ
ผศ.ดร.จิรพลยังบอกอีกว่า การบริโภคและการปฏิบัติตัวของคนเราในปัจจุบันนี้ ยังไม่ได้เข้าใกล้จุดที่เรียกว่าพอเพียงเลย แต่ยิ่งช่วยส่งเสริมปัญหาภาวะโลกร้อน เพราะทุกวันนี้ผู้คนยังไม่ตื่นตัวกับเรื่องสิ่งแวดล้ อมกันมากพอ แต่ไปเน้นให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องและปัญหาการเมือง มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต
"เราต้องเพิ่มการสร้างความตระหนักให้ประชาชนในวงกว้างทั้งหมด ไม่ใช่แค่ที่ใดที่หนึ่งหรือแค่เฉพาะกลุ่มคนที่สนใจเท ่านั้น ต้องทำให้ทุกคนหันมาสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น หันมาเริ่มต้นการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน บริโภคแต่สิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดอย่างแท้จริง ซึ่งสื่อมวลชนมีส่วนสำคัญในเรื่องนี้มาก แต่ที่ผ่านมาสื่อไปให้ความสนใจต่อเรื่องอื่นๆมากกว่า เรื่องสิ่งแวดล้อม" อุปนายก ส.พ.ส. กล่าว

ป้ายเตือนประชาชนห้ามลงเล่นน้ำบริเวณชายหาดของสิงคโป ร์ เนื่องจากมีน้ำมันดินปนเปื้อนลงสู่ทะเลบริเวณดังกล่า วจำนวนมาก (ภาพประกอบจาก AFP)
สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ ต้องไปด้วยกัน
ด้าน ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ปีนี้มีความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีการลงมือทำจริงมากกว่าแต่ก่อน อย่างเช่น โครงการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกของบริษัทห้างร้านต่ างๆ แต่ก็ยังเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร เพราะคนทั่วไปยังไม่เห็นเป็นเรื่องวิกฤต ยังรู้สึกว่าไกลตัวและยังพอมีเวลาอยู่ ขณะที่คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมจะรู้สึกว่าใกล้ตัวมากๆ เพราะมองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งแวดล้อมกับชีวิตมนุษย์
"ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องมากก ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้การตัดสินใจใดๆเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องอ ิงกับสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก และรัฐบาลเองก็ยังไม่ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างล ึกซึ้ง แต่มองว่าเศรษฐกิจต้องมาก่อน" มุมมองของเลขาฯ มูลนิธิโลกสีเขียว
"ที่จริงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจมันต้องไปด้วยกัน สามารถนำมารวมให้เป็นวิถีชีวิตเดียวกันได้ โดยที่เราไม่ต้องทนอดออมเพื่อให้ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี กลับคืนมา สิ่งสำคัญคือการพัฒนาและการออกแบบที่ไม่ทำลายสิ่งแวด ล้อมทั้งวงจร ซึ่งมันเป็นความยากและความท้าทายที่เราจะเปลี่ยนผ่าน ไปสู่วิถีแบบนั้นให้ได้" ดร.สรณรัชฎ์ กล่าว
อย่างไรก็ดีเธอได้แนะว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้คือรัฐบาลจ ะต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องมีมาตรการสนับสนุนคนทำดีต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันต้องจริงจังกับการไม่ส่งเสริมธุรกิจหรืออ งค์กรที่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ประชาชนชาวอียิปต์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของกรุงไคโรยื้อแย่งกันรองน้ำสะอาดจากก๊อกที่ไหลออกมาอย่างช้าๆ (ภาพประกอบจาก AFP)
ประชาชนตระหนัก แล้วภาครัฐตระหนักหรือยัง?
ธารา บัวคำศรี ผู้ประสานงานรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่า วันสิ่งแวดล้อมโลกมีบทบาทส่วนหนึ่งต่อการรณรงค์ทางด้ านสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าดูเฉพาะแค่วันนี้วันเดียวก็คงไม่พอ เพราะเป็นแค่สัญลักษณ์ เหมือนเป็นเทศกาลหนึ่งที่เมื่อเฉลิมฉลองกันเสร็จแล้ว ก็เลิก และกลับไปเป็นเหมือนเดิมโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมา กเท่าไหร่
"ที่จริงแล้วเราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ และน่าจะทำให้ทุกวันเป็นวันที่เราต้องช่วยกันดูแลสิ่ งแวดล้อม ไม่ใช่เฉพาะวันที่ 5 มิ.ย. เท่านั้น" ธารากล่าว และเขายังชี้ว่า ทุกๆ ปีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใช้งบประมาณ ไปไม่รู้กี่ล้านบาทในการจัดนิทรรศการโชว์ผลงาน เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่า ช่วยสร้างความตระหนักได้แค่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่ไม่เกิดผลในเชิงการเปลี่ยนแปลงออกมาให้เห็นชัดเจน ว่าสิ่งแวดล้อมดีขึ้นจริง
"อย่างในตอนนี้มีประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลายเรื่อง เช่น การตัดถนนผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ภาคใต้ ปะการังฟอกขาว ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน จะมารอแต่วันสิ่งแวดล้อมโลกมันไม่ได้" ธาราย้ำถึงปัญหา
ผู้ประสานงานรณรงค์กรีนพีซบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเปลี่ยนแปลง แทนที่จะทุ่มเงินไปกับการจัดงาน น่าจะไปจัดกิจกรรมรณรงค์และส่งเสริมสิ่งแวดล้อมในระด ับท้องถิ่นของจังหวัดต่างๆหมุนเวียนกันไป ทำงานร่วมกับองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริงได้มากกว่า เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องแก้ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น
ที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างดี แต่ขาดแรงจูงในในการปฏิบัติ ประกอบกับปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมถูกมองเป็นเรื่องรองลงไป
"ผมคิดว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น แต่ภาครัฐไม่ได้เปิดรับฟังปัญหาจากผู้ที่ได้รับผลกระ ทบมากพอ และไม่สามารถแก้ไขหรือเยียวยาได้อย่างถูกต้อง มันเลยจุดที่เราจะมา คิดว่าสร้างความตระหนักให้ประชาชนได้อย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่เขาตระหนักไปไกลแล้ว แต่รัฐบาลควรหันไปสร้างความตระหนักให้หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องมากกว่านี้" ธารากล่าว
แม้ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเดินมาไกลจนเลยจุดสมดุลแล้ว และยากที่เราจะหวนกลับไปสู่จุดนั้นได้อีก ที่ทำได้ก็เพียงเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่จะถาโถมเข ้ามา แต่ถ้าทุกคนหันมาเริ่มต้นใหม่ เปลี่ยนแนวคิด ปรับวิถีชีวิต และทำให้ทุก ๆ วันเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ว่าใหญ่อาจหดเล็กลงได้ด้วยตัวมันเอง