กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

วิทยาศาสตร์ทะเลไทย เราจะไปทางไหนดี

  • 29 พ.ค. 2557
  • 1,259

วิทยาศาสตร์ทะเลไทย เราจะไปทางไหนดี
มติชน 27-06-53



ธรณ์ธำรงนาวาสวัสดิ์

ผมไปนอนดูฟุตบอลโลกที่ภูเก็ตมาหลายวัน เพราะช่วงนี้มีการประชุมด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการประชุม Asia-Pacific Coral Symposium ครั้งนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครับ มีฝรั่งญี่ปุ่นเกาหลีมาเข้าประชุมเพียบ โดยเฉพาะชาวสิงคโปร์มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถือเป็นเพื่อนซี้กับเราเชียวละ ต่อเนื่องด้วยการประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติ จนไปสิ้นสุดในกลางสัปดาห์หน้า เราจะพูดคุยกันถึงสถานการณ์และการปรับตัวของเหล่านักวิทยาศาสตร์เลือดน้ำเค็มให้ทันต่อความต้องการของสังคม


ผมขอเริ่มจากสังคมโลก เท่าที่สังเกตงานวิจัยที่ใครต่อใครนำมาเสนอเขาพูดกัน 3 ประเด็นหลัก อย่างแรกคือการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพหัวข้อนี้น่าสนใจ เพราะในทะเลคือแหล่งรวมความหลากหลายของโลกยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมหาศาลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยเฉพาะในเรื่องยารักษาโรคและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงมีการวิจัยอย่างดุเดือดเพื่อหาทางสกัดสาร รวมถึงการศึกษาด้าน DNA และพันธุกรรม


อย่างที่สองคือการอนุรักษ์และการจัดการ ประเทศที่ดูเหมือนก้าวหน้าไปไกล ได้แก่ฟิลิปปินส์ ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ฟิลิปปินส์ประกาศเขต MPA (Marine Protected Area) รวมแล้วเกือบ 2,000 แห่ง เขต MPA ดังกล่าวไม่ใช่อุทยานนะครับ เป็นเขตอนุรักษ์ที่มีคนหลายกลุ่มดำเนินงานร่วมกัน โดยเฉพาะคนท้องถิ่น เพื่อกำหนดเขตใช้ประโยชน์ในแถบนั้น ตรงนี้จับปลาได้ ตรงนั้นห้ามจับ การดำเนินงานก็อาศัยงบประมาณที่ได้จากสหกรณ์การประมงหรือการท่องเที่ยว บวกกับเงินจากภาครัฐนิดหน่อย มีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดูแลเรื่องประมงผิดกฎหมาย มีนักวิชาการไปช่วยประเมินประสิทธิภาพและชี้แนะปรับปรุงทั้งหมดนี้ฟังดูดีใช่ไหมครับ แต่ผลการวิจัยออกมาว่า MPA ได้ผลแค่10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หลายคนจึงส่ายหน้า อย่างไรก็ตาม ผมไม่ส่าย เพราะอย่างน้อยเขาก็เริ่มทำอย่างจริงจัง ขณะที่เมืองไทยยังมะงุมมะงาหรา ไม่รู้จะไปทางไหน เขาทำเขาเรียนรู้ เราอยู่เฉย...เราไม่ได้อะไรเลย เฮ้อ


อีกเฮ้อติดตามมา คือเขตที่เรียกว่า Private Marine Reserve หรือเขตอนุรักษ์ของเอกชน โดยไปขอสัมปทานจากภาครัฐ เราจะสร้างอีโคลอดจ์บนเกาะนี้ จากนั้นก็จะดูแลโดยใช้เงินจากนักท่องเที่ยวมาช่วยรักษาแนวปะการังและวิถีชาวบ้านกำลังเป็นที่นิยมกันทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่ดูเหมือนด้อยพัฒนาในสายตาชาวไทย เช่นแทนซาเนีย (มีทะเลด้วยนะ) เขาก็ก้าวไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่สำหรับเมืองไทย เรายังมึนตึ้บกับกฎระเบียบทั้งหลายของทางราชการ รวมถึงอำนาจที่มีเหนือทะเลของหน่วยงานโน้นนี้นั้น สรุปแล้วเราก็ยังอยู่เฉยอีกเช่นเคย ปล่อยให้เกาะดีๆ ของเราถูกทำลายโดยอาศัยเส้นสายต้องฝากทะเลไว้กับความสนใจของเจ้าของรีสอร์ทว่าจะดูแลหรือจะดูดเงินแล้วเผ่น เฮ้อ (แถมให้อีกเฮ้อครับ)

ยิ่งดูเรื่องการอนุรักษ์และการจัดการ ผมยิ่งทอดถอนใจ อุปสรรคสำคัญของทะเลไทยอยู่ที่ระบบราชการและการเมือง ซึ่งอยู่นอกเหนือฝีมือของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เรามาดูผลงานอย่างที่ 3 กันดีกว่านักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อนและการฟื้นฟูแนวปะการัง แทบทุกคนยอมรับว่า ปะการังฟอกขาวเป็นปรากฏการณ์ที่เราต้องเจอต่อไปเรื่อยๆ บ้างก็พยายามหาทางประเมินสภาพความเสียหาย หรือทำนายความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น บ้างก็เน้นทางการฟื้นฟู เช่น ปลูกปะการังปะการังเทียม ปล่อยสัตว์น้ำ ฯลฯ แม้ทุกอย่างยังเป็นระดับงานวิจัย ยังไม่มีที่ไหนไปกันสุดตัว แต่ผมคิดว่าน่าสนใจ เทรนด์ของโลกกำลังมาทางนี้ครับ


ย้อนกลับมาดูทะเลไทย ปัญหาปะการังฟอกขาวในปีนี้รุนแรงยิ่งนัก เรามาสุมหัวรวมกัน ช่วยกันรายงานสภาพที่เราเจอ พบว่าเกือบทุกแห่งยกเว้นอ่าวไทยตอนใน (พัทยา) โดนเข้าไปเต็มๆ บางแห่งปะการังเริ่มมีตะกอนกับสาหร่ายเกาะ หมายถึงไม่มีหวังใดเหลือ ปะการังพวกนั้นตายแล้วแน่นอนแต่ยังมีอีกหลายแห่งที่ยังมีแววว่าอาจจะรอด รวมถึงอีกหลายเกาะที่ฟอกขาวบ้างไม่ฟอกบ้าง ใครที่กลัวปะการังจะสูญพันธุ์จากเมืองไทย เรายังพอมีเหลือครับ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคต ปะการังที่เหลืออยู่จะออกลูกออกหลาน ทำให้แนวปะการังของเรากลับมาอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ย่อมขึ้นกับสภาพของทะเล หากมีแต่ตะกอนจากการตัดไม้ทำถนนทำท่าเรือทำรีสอร์ท มีตะกอนจากอวนลากอวนรุนในพื้นที่ใกล้เคียง มีของเสียจากปุ๋ยจากชุมชนลงไปในทะเล โอกาสฟื้นย่อมมีน้อย เชื่อได้ว่า แนวปะการังหลายแห่งของบ้านเราจะกลายเป็นแนวสาหร่าย จะทำอย่างไรก็ไม่มีทางกำจัดสาหร่ายได้ คงได้แต่รอเวลา (สิบปี ยี่สิบปี หรือชั่วชีวิต ไม่มีใครบอกได้ครับ)จากสามประเด็นหลักที่เราพูดคุยกันในระดับโลก ต่อเนื่องมาถึงการประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเลในบ้านเรา การศึกษายังมีส่วนคล้ายคลึงกัน แต่เห็นได้ชัดว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องผลกระทบจากมนุษย์เป็นพิเศษ เช่น การกัดเซาะชายฝั่ง สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ฯลฯ ต่อเนื่องถึงการฟื้นฟูในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะปลูกปะการังกับปะการังเทียมการศึกษาที่น้อยลงเห็นชัดคือการอนุรักษ์และการจัดการ คงเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์เริ่มหมดหวังกับภาครัฐ ศึกษาไปบอกไปก็เท่านั้น ตอนจบอยู่ที่เส้นใครใหญ่กว่าเส้นใคร ทางรอดของเราคือการร่วมมือกับภาคเอกชนที่เห็นความสำคัญของทะเล สื่อประชาสัมพันธ์ให้สังคมไทยเข้าใจถึงประโยชน์ของทะเล รวมถึงการผลิตนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลรุ่นใหม่ให้เป็นฐานแก่สังคม ผมเชื่อว่านักธุรกิจหมดหวังกับภาครัฐและการเมืองไทยขนาดไหน
นักวิทยาศาสตร์ก็หมดหวังในระดับใกล้เคียงกันครับ


ทั้งหมดที่เล่ามาคงทำให้คุณหดหู่เศร้าใจ ใครมีลูกหลานชอบทะเล รีบบอกให้เลิกสนใจซะเถิด แต่นักวิทยาศาสตร์ก็มีการปรับตัวครับ ในความเป็นจริงผมคิดว่าเรากำลังเข้าสู่ยุครุ่งเรืองด้วยซ้ำ เพราะเมื่อเราหันไปให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับเอกชน แทนที่จะติดกับภาครัฐอย่างเดียวเหมือนที่เคยเป็น เราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง รวมถึงความใส่ใจสนใจของผู้คนในสังคม ที่ให้ความสำคัญกับทะเลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในภาวะที่โลกแปรปรวนเช่นนี้ กิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับภาคเอกชนมีเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดป่าในหน้าฝนสาขาวิชานี้จึงไม่มีวันตาย แต่จะปรับตัวก้าวรุดไปตามการใช้ประโยชน์จากท้องทะเลที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น หากลูกหลานอยากเรียน ขอเชิญเรียนเถิดจะเกิดผล อย่างน้อยผมก็ยังมีงานให้ทำจนแทบไม่มีเวลาหลับนอน (เหลือเวลาแอบไปดูฟุตบอลนิดหนึ่ง) แล้วก็...หากสนใจด้านนี้จริงจังผมสอนอยู่ที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ยินดีต้อนรับลูกหลานของทุกท่านเสมอครับ

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง