นักวิชาการจุฬาฯ เก็บตัวอย่างและทดลองเพาะขยายพันธุ์ปะการังด้วยวิธีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ สำเร็จเป็นคณะแรกของประเทศ พร้อมเสนอวิธีเพาะขยายพันธุ์ปะการัง โดยวิธีดังกล่าวเป็นทางเลือกในการฟื้นฟูแนวปะการัง ระบุมีอัตราการรอดถึง50% มากกว่าการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติที่รอดเพียง 0.1%
รศ.ดร.เจริญ นิติธรรมยง หัวหน้าภาควิชาวิทยาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2553 มีรายงานการพบที่บริเวณทะเลอันดามัน ตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว จากนั้นจึงมาปรากฎในอ่าวไทย ในพื้นที่อ่าวสัตหีบ ประมาณกลางเดือน พ.ค.53 ประมาณ 10% หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ การฟอกขาวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 50 – 60% ทั้งนี้ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว มีการประชุมวิชาการนานาชาติเกี่ยวกับปะการังในพื้นที่เอเซียแปซิฟิกและการประชุมวิทยาศาสตร์ทางทะเล 2553 ที่ภูเก็ต เป็นโอกาสดีที่นักวิจัยและนักวิชาการทั้งจากหน่วยงาน เอกชน รัฐ และสถาบันการศึกษา ให้ความสนใจ มีการจัดกลุ่มประชุมย่อยเรื่องปะการังฟอกขาว พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อหาทางรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นเจ้าภาพ ผลของความร่วมมือติดตามปะการังในแต่ละพื้นที่ที่แต่ละหน่วยงานเกี่ยวข้องมีการนำมาหารือในที่ประชุม และเสนอเป็นแนวทางแก้ไขให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาประมาณเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา แต่เพิ่งจะมาเป็นข่าวใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ “สังคมและประเทศเราจะอยู่รอดได้จากความร่วมมือของทุก ฝ่าย ในฐานะที่ภาควิชาเป็นหน่วยงานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล และมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับเทคนิคการฟื้นฟูปะการัง ที่อาศัยการสืบพันธุ์ของปะการังแบบอาศัยเพศมาตั้งแต่ แรก จึงคิดว่าน่าจะนำวิธีการนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยฟื้นฟูอีกวิธีการหนึ่ง เพื่อใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหา" รศ.ดร.เจริญ กล่าว ปะการังที่ได้จากการเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในระบบเพาะฟัก
ทั้งนี้ รศ.ดร.เจริญ บอกว่า ในพื้นที่ที่ศึกษาปัจจุบัน ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับสังคมและชุมชนมาโดยตลอดและครอบ คลุมทุกๆด้านที่มีผู้เชี่ยวชาญในสาขา ซึ่งภาควิชาฯ ถือเป็นสถาบันเดียวที่มีนักวิชาการครบทุกสาขาทั้งด้านชีววิทยาทางทะเล สมุทรศาสตร์เคมีและสมุทรศาสตร์ฟิสิกส์ "ไม่ใช่เฉพาะกรณีปะการังเท่านั้น กรณีปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การกัดเซาะชายฝั่ง หรือกิจกรรมพลังงาน จะเห็นว่ามีอาจารย์ของภาควิชาฯ หลายๆ ท่านที่มีบทบาทในความร่วมมือทางวิชาการกับภายนอก ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ สำหรับนิสิตเอง ก็มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมพิทักษ์ทะเล ซึ่งเป็นการจัดค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเลให้กับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่สนใจเกี่ยวกับทะเลเป็น ประจำและต่อเนื่องกันมากว่า 30 ปีแล้ว” รศ.ดร.เจริญ กล่าว
ทางด้าน ผศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาฯ กล่าวถึง โครงการ “การเพาะขยายพันธุ์ปะการังด้วยการสืบพันธุ์แบบอาศัยเ พศ เพื่อการฟื้นฟูแนวปะการัง” ว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2547 โดยเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) กองทัพเรือ กับ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ ได้ทำการเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังจากแนวปะการังในพื้นที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มาทำการเพาะฟักในระบบเพาะฟักบนเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ซึ่งบริหารจัดการโดยกองทัพเรือ และประสบความสำเร็จในวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปะการังด้วยวิธีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นคณะแรกของประเทศ
การดำเนินงานของโครงการ เริ่มจากการศึกษาความหลากหลายและการกระจายของปะการัง ในพื้นที่ศึกษา ศึกษาความสมบูรณ์และการใช้ประโยชน์ของแนวปะการังจากสิ่งมีชีวิตต่างๆ แล้วจึงศึกษาชนิดและการลงเกาะของตัวอ่อนปะการังในพื้นที่ รวมถึง กระแสน้ำกับการพัดพาตัวอ่อนปะการัง พยายามใช้เวลาในการสร้างฐานความรู้เดิมให้มั่นคงก่อนที่จะสร้างองค์ ความรู้ใหม่ในพื้นที่ในช่วง 2 – 3 ปีแรก (พ.ศ. 2546 – 2548) จากนั้น จึงเริ่มเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังเป็นครั้งแรกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม พ.ศ. 2548 หลังจากติดตามพัฒนาการของเซลล์สืบพันธุ์ในปะการังธรรมชาติเป็นระยะๆ ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ด้วยปัญหาด้านเทคนิคหลายประการ การเก็บเซลล์สืบพันธุ์ในปีแรกจึงไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากช่วงเวลาที่ปะการังปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ มีคลื่นลมค่อนข้างแรง ไม่สามารถติดตามการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ได้ จึงต้องรอคอยในฤดูกาลต่อไป ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา โดยเริ่มจากติดตามพัฒนาการในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ตั้งแต่เดือนตุลาคม และเก็บเซลล์สืบพันธุ์ขณะที่ปะการังปล่อยตามธรรมชาติ มาทำการปฏิสนธิในระบบเพาะฟักในช่วงปลายเดือนมกราคม – ต้นเดือนมีนาคม ของทุกปีเช่นกัน” ผศ.ดร.วรณพเล่าถึงขั้นตอนการทำงานที่ผ่านมา
ในฐานะของนักวิทยาศาสตร์และอาจารย์ จึงพยายามหาโอกาสศึกษาและเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องใน เชิงการวิจัย ขณะเดียวกันการพัฒนาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปะการังเป็นงานที่ดำเนินการประจำทุกปี บางโครงการได้สิ้นสุดลงแล้ว เช่น ศึกษาวัสดุที่เหมาะสมในการใช้เป็นพื้นผิวเพื่อการลงเกาะ พัฒนาการและระยะเวลาพัฒนาการของเซลล์สืบพันธุ์หรือตัวอ่อนปะการังระยะต่างๆ อัตราการปฏิสนธิและอัตราการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง อัตรารอดและการเติบโตของปะการังระยะต่างๆ เป็นต้น สำหรับงานวิจัยอื่นๆ ที่ดำเนินการเป็นระยะ เช่น ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อตัวอ่อนหรือการลงเกาะของตัวอ่อ นปะการัง ทั้งทางกายภาพ เช่น แสง อุณหภูมิ และความเค็ม หรือทางชีวภาพ เช่น อาหารธรรมชาติ หรืออื่นๆ เป็นต้น ปัจจุบัน ได้อาจารย์ด้านสมุทรศาสตร์เคมีและสมุทรศาสตร์ฟิสิกส์ มาเสริมทัพ และอยู่ระหว่างการศึกษาปัจจัยเรื่องสารอาหารในธรรมชาติ กระแสน้ำกับวิถีดวงจันทร์ และอื่นๆ
ในส่วนของความสำเร็จในเรื่องเทคนิคและวิธีการของเพาะขยายพันธ์ ปะการังนั้น ทีมวิจัยถือว่าตั้งแต่ปีที่ 2 (พ.ศ. 2549) ได้ประสบความสำเร็จในการเก็บเซลล์สืบพันธุ์ และทำการเพาะขยายพันธุ์จนถึงระยะการลงเกาะได้ในอัตรา การลงเกาะที่สูงกว่า 50% แต่ล้มเหลวในการอนุบาลต่อในธรรมชาติ เนื่องจากในทะเลอ่าวสัตหีบมีตะกอนแขวนลอยและผู้ล่าค่อนข้างมาก ในปีที่ 3 (พ.ศ.2550) ได้ปรับปรุงวิธีการเพาะขยายพันธุ์ ทำให้อัตราการปฏิสนธิและการลงเกาะสูงขึ้น และปรับเปลี่ยนวิธีการอนุบาลทำให้ได้ปะการังจากการเพาะฟักที่มีอายุถึง 1 ปี เป็นครั้งแรก อีกประการหนึ่งที่นับว่าเป็นความสำเร็จก็คือ ภายใต้โครงการนี้ ได้ผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิต ที่เชื่อว่า เป็นมือหนึ่งในด้านนี้ เข้าสู่สังคมหลายคน” ผศ.ดร.วรณพกล่าว
จากนั้น รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาฯ ก็ยังได้กล่าวถึงขั้นตอนของการผสมพันธุ์ปะการังว่า โดยปกติปะการังส่วนใหญ่จะมีการผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศปีละครั้ง โดยปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาผสมกันในมวลน้ำ คณะผู้วิจัยจึงริเริ่มเพาะขยายพันธุ์ปะการัง โดยเก็บเซลล์สืบพันธุ์ (ไข่และสเปิร์ม) ที่ถูกปล่อยตามธรรมชาติมาทำการปฏิสนธิในโรงเพาะฟักปะ การัง ไข่ที่ได้รับการปฎิสนธิจะพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะว่ายน้ำ และหลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ตัวอ่อนเหล่านั้นจะทำการลงเกาะบนวัสดุที่เตรียมไว้แล ะเติบโตเป็นปะการังที่สมบูรณ์ต่อไป ตัวอ่อนปะการังที่เพาะขยายพันธุ์ได้จะทำการอนุบาลในโรงเพาะฟักอย่างน้อย 1 – 2 ปี ก่อนที่จะนำกลับสู่ทะเล วิธีการนี้นอกจากจะช่วยทำให้อัตรารอดของตัวอ่อนปะการังสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรารอดในธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมให้กับปะการังด้วย ความหลากหลายทางพันธุกรรมช่วยให้ปะการังที่ได้มีความ ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงสูง ซึ่งวิธีการนี้ สามารถนำมาใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการฟื้นฟูปะการังที่เสียหายได้
ปัจจุบัน ปะการังที่เพาะขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีนี้มีมากกว่า 10 ชนิด ซึ่งเป็นทั้งปะการังกิ่งและปะการังก้อน ปะการังที่ได้จากการเพาะขยายพันธุ์เมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 นับเป็นปีที่ 5 ตั้งแต่ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในการเก็บเซลล์สืบพันธุ์มาเพาะฟักเมื่อต้นปี พ.ศ. 2549 เมื่อเปรียบเทียบอัตราการรอดของปะการังในธรรมชาติกับวิธีการนี้ พบว่าอัตรารอดของปะการังในธรรมชาติค่อนข้างต่ำมาก คาดว่าอยู่ที่ประมาณ ไม่เกินร้อยละ 0.01 ขณะที่วิธีการเพาะขยายพันธุ์ปะการังด้วยวิธีนี้ มีอัตราการปฏิสนธิมากว่าร้อยละ 95 อัตราการลงเกาะร้อยละ 50-75 และอัตรารอดภายหลังการเลี้ยงเป็นเวลา 6 เดือนร้อยละ 40-50 หากจะใช้วิธีการดังกล่าวในการฟื้นฟูแนวปะการังทางทีมวิจัย ต้องทราบสถานภาพของแนวปะการังในพื้นที่นั้นๆ รวมถึงช่วงเวลาการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ตามธรรมชาติของ ปะการังในพื้นที่ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้ตัวอ่อนปะการังและ โอกาสฟื้นฟูปะการังในพื้นที่” รศ.ดร.สุชนากล่าว
รศ.ดร.สุชนาทิ้งท้ายว่า เป็นที่น่าดีใจที่เห็นเยาวชนและคนทั่วไปเริ่มให้ความ สนใจและเข้าใจในคุณค่าและประโยชน์ของปะการังและแนวปะ การัง ที่สำคัญอยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับระบบนิเวศรวมทั้งสภาพแวด ล้อมมากกว่าที่เป็นอยู่ ปัจจุบันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่จะทำอย่างไรจึงจะใช้ประโยชน์ได้อย่างมีคุณค่ามากที่สุด พร้อมกับการอนุรักษ์เพื่อลูกหลานต่อไปในอนาคตด้วย