การต่อสู้ของชาวบ้านปากมูลนับตั้งแต่เขื่อนปากมูลเริ่มต้นก่อสร้างเมื่อ 20 ปีที่แล้วกำลังเดินมาสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งเมื่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นประธานได้มีมติให้แก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลด้วยการเปิดประตูน้ำอย่างถาวร
การตัดสินใจตามข้อเสนอของคณะกรรมการจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายความกล้าหาญของรัฐบาลปัจจุบัน หลังจากที่รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาพยายามจะซื้อเวลาการแก้ปัญหาของเขื่อนปากมูลด้วยวิธีการหลากหลาย เช่น การจ่ายค่าชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบในระหว่างการสร้างเขื่อนการจ่ายค่าชดเชยการสูญเสียอาชีพ การทดลองเปิดเขื่อนตลอดปีเพื่อศึกษาผลดีผลเสียการเปิดเขื่อน 4 เดือน และปิด 8 เดือน ทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาแบบการเมืองที่ไม่ใช้เหตุผลทางวิชาการและความเดือดร้อนของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลชุดปัจจุบันทำหน้าที่รวบรวมผลการศึกษาเขื่อนปากมูลในด้านต่างๆ ตลอด 20 ปีและรวบรวมความคิดเห็นทัศนคติของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบในพื้นที่และเสนอแนวทางการแก้ปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี องค์ประกอบของคณะกรรมการมีทั้งนักวิชาการที่เกี่ยวข้องในหลากหลายสาขาตัวแทนของฝ่ายการเมือง ส่วนราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีตัวแทนของชาวบ้านผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้การทำงานของคณะกรรมการเป็นกลางมากที่สุด
ในการประชุมวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายหลังจากคณะกรรมการได้รับฟังรายงานผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการทั้ง2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่คณะกรรมการมีมติเสนอรัฐบาลแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล โดยการเปิดเขื่อนถาวรและฟื้นฟูเยียวยาชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ(อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ได้ขอสงวนสิทธิความเห็น) ข้อสรุปในรายงานได้ชี้ให้เห็นว่า"แม่น้ำมูล เป็นแม่น้ำที่ใหญ่และยาวที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไหลไปรวมกับแม่น้ำโขง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขงที่มีความหลากหลายของพืชพรรณ สิ่งมีชีวิตตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งเป็นแหล่งที่มีพันธุ์ปลาชุกชุมที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเนื่องจากลักษณะทางภูมินิเวศที่อยู่ตรงตำแหน่งรอยเชื่อมของแม่น้ำใหญ่และแม่น้ำสาขาจึงทำให้เกิดการอพยพขึ้นลงของปลาระหว่างแม่น้ำโขงและ แม่น้ำมูลตลอดทั้งปีกลายมาเป็นคลังอาหารธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ดึงดูดให้ผู้คนในอดีตลงหลักปักฐานก่อร่างสร้างบ้านแล ะชุมชนขึ้นในบริเวณสองฟากฝั่งสืบย้อนไปได้นับหลายร้อยปี ชาวบ้านปากมูลจึงเป็นชาวประมงที่มีรายได้หลักจากการจับปลาและก่อร่างสร้างชุมชนและวัฒนธรรมวิถีชีวิตแบบคนหาปลา โดยพึ่งพิงความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำมูล ชาวบ้านที่นี่ไม่ใช่คนจน ตราบจนกระทั่งมีการก่อสร้างเขื่อนปากมูล
ภายหลังการสร้างเขื่อนมีปลาจำนวนมากถึง 169 ชนิดที่หายไปพืชและสมุนไพรที่ใช้กินและเป็นแหล่งรายได้กว่า 100 ชนิดได้รับผลกระทบชาวบ้านประมงสูญเสียรายได้ปีละกว่า 140 ล้านบาท
เฉลี่ยครอบครัวละกว่าสองหมื่นบาทผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงไม่ใช่เรื่องของตัวเลขแต่เป็นความล่มสลายของวิถีชีวิต ครอบครัว และชุมชนที่ต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำมูลภาวะความยากจนทำให้พวกเขาต้องละทิ้งถิ่นฐานเพื่อดิ้น รนเอาตัวรอด นอกจากนั้น เขื่อนปากมูลยังได้สร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรงในพื้นที่ที่สงบสุขมาก่อนความขัดแย้งที่เกิดจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากเขื่อนและ ผู้ที่เสียประโยชน์ความขัดแย้งแตกแยกร้าวลึกลงไปทั้งในชุมชนและครอบครัว จนยากจะเยียวยาคล้ายกับความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ และกับกำไรจากการผลิตไฟฟ้าปีละ 99 ล้านบาท
นอกจากนั้นเรื่องที่คนทั่วไปไม่รู้คือ ปัจจุบัน แม้เขื่อนปากมูลไม่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาของปริมาณความต้องการไฟฟ้าเนื่องจากการไฟฟ้าฯรับซื้อไฟฟ้าจากห้วยเฮาะของลาวได้ อย่างพอเพียงและในอนาคตอันใกล้ยังมีเขื่อนน้ำเทิน 2 ที่จะช่วยเสริมเสถียรภาพของระบบได้เป็นอย่างดี สำหรับประเด็นเรื่องเขื่อนเพื่อการชลประทานการศึกษาพบว่า การเปิดปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูลไม่มีผลต่อการสูบน้ำเพื่อการชลประทานเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสถานีสูบน้ำแบบแพลอยซึ่งเหมาะสมกับสภาพการใช้ประโยชน์ของชาวบ้าน แต่ที่สำคัญคือการศึกษาพบว่าพื้นที่ชุมชนโดยรอบไม่ได้ต้องการน้ำมากขนาดที่จะต้องลงทุนสร้างสถานีสูบน้ำ ผลก็คือ มีการสูบน้ำน้อยมากอีกทั้งชาวบ้านต้องเป็นผู้รับภาระส่วนหนึ่งของค่าสูบ น้ำการสูบน้ำจึงให้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มชาวบ้านที่มีฐานะ มีพื้นที่ใกล้คลองชลประทานซึ่งมีเป็นจำนวนน้อย
คณะอนุกรรมการรวบรวมงานวิจัยเสนอให้แก้ปัญหาด้วยการเปิดเขื่อนตลอดปีเนื่องจากแนวคิดในการแก้ปัญหาในอดีตโดยการเปิดๆปิดๆ (เปิด 4 ปิด8) ไม่ได้วางอยู่บนฐานของความรู้หรือเหตุผลใดๆทั้งในเชิงนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ หรือแม้กระทั่ง การผลิตไฟฟ้าที่มีวัตถุประสงค์หลักในการผลิตช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด(Peak load) ก็ไม่เป็นจริงเพราะเขื่อนปากมูลผลิตไฟในหน้าแล้งไม่ได้เนื่องจากปริมาณน้ำน้อยเกินไป ดังนั้น การเปิดเขื่อนตลอดปีซึ่งได้เคยทำการศึกษาไว้บ้างแล้วโดย ม.อุบลราชธานี ในปี 2545 จะทำให้เกิดการฟื้นคืนมาของระบบนิเวศการกลับมาของระบบเศรษฐกิจบนฐานของการพึ่งพาตนเองของชุมชน การเปิดตลอดปีจึงเป็นข้อเสนอที่มีเป้าหมายหลักในการให้ความสำคัญกับระบบนิเวศอันเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิตชุมชน
การตัดสินใจของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลด้วยการเสนอให้เปิดเขื่อนถาวรและเยียวยาฟื้นฟูชาวบ้านที่ ได้รับผลกระทบจึงเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนฐานของความรู้ ความยุติธรรมและการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลอย่างไร การต่อสู้ของชาวบ้านกว่า 20 ปีก็ได้ทำให้ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนได้เรียนรู้ ทบทวน เข้าใจความรุนแรงและผลที่เกิดจากการพัฒนาแบบหยาบๆ ในอดีตที่ทำลายทั้งระบบนิเวศ ชุมชนและชาวบ้าน ในบริเวณปากแม่น้ำมูล การต่อสู้ของชาวบ้านปากมูลจึงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองภาคประชาชน ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ของสังคมไทยในอนาคตได้อย่างแท้จริง