เหตุพิบัติภัยคลื่นยักษ์สึนามิและภูเขาไฟระเบิดที่ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คนและจนถึงเวลานี้... ยังไม่แน่ว่าจะมีการค้นพบผู้รอดชีวิต หรือผู้เสียชีวิตอีกมากแค่ไหน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากจะเป็นความเสียใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ก็ควรจะเป็นบทเรียน เตือนสติ ทำให้คนไทยย้อนกลับมามองความพร้อมรับมือพิบัติภัยในประเทศไทยมากขึ้นอีกด้วย
1) เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2553 ประเทศไทยได้มีการฝึกซ้อมแผนระบบเตือนภัยสึนามิ ในพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยสมมุติเหตุการณ์ว่าเกิดแผ่นดินไหวในทะเล มีการรับฟังเสียงสัญญาณเตือนภัย จากนั้น ก็มีการส่งสัญญาณเตือนภัย พร้อมข้อความและเสียงไซเรน เตือนให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ปรากฏว่า ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ สัญญาณเตือนภัยที่หอเตือนภัย จำนวน 32 แห่ง เกิดปัญหาขัดข้อง ส่งเสียงดังต่อเนื่อง แม้การซ้อมจะเสร็จสิ้นไปแล้วก็ยังคงส่งเสียงดังขึ้นอีกหลายครั้ง เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง ก่อให้เกิดความสับสน และความไม่เชื่อมั่นว่าระบบหอเตือนภัยจะสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่
2) หลังการซักซ้อมในวันดังกล่าว ปรากฏว่า นายไมตรี จงไกรจักร ผู้ประสานงานชุมชนบ้านน้ำเค็ม (หมู่บ้านที่เคยประสบภัยสึนามิอย่างร้ายแรง) ได้นำจดหมายเปิดผนึกจากชาวบ้านออกมาเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน เสนอให้ปลดผู้บริหารศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ เนื้อหาบางส่วนระบุว่า ตามที่รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานในพิธีซ้อมแผนใน 6 จังหวัดอันดามัน ใช้พื้นที่บ้านน้ำเค็มถ่ายทอดสด เวลา 09.30-10.30 น. เมื่อการซ้อมยุติลง รองนายกฯเดินทางกลับ หอเตือนภัยดังขึ้นมาอีก ทั้งหมด 7 ครั้ง ตั้งแต่เวลา 10.50-11-50 น. ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและอพยพออกจากพื้นที่อีกครั้ง หลายคนตกใจและแตกตื่นอย่างแรง สภาพจิตใจสิ้นหวังและหมดความเชื่อถือต่อศูนย์เตือนภั ยอีกต่อไป จึงมีความจำเป็นต้องขอให้นายกรัฐมนตรีหาคนรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของศูนย์เตือนภัยครั้งนี้ โดยการปลดผู้บริหารทั้งชุดออก เพื่อเรียกศรัทธาต่อประชาชนในพื้นที่กลับคืนมาโดยทันที
3) เหตุการณ์ข้างต้น สะท้อนให้เห็นความบกพร่อง และจุดอ่อนของระบบเตือนภัยพิบัติในประเทศไทย ก่อนหน้าที่จะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านอาจจะไม่เห็นความสำคัญของระบบเตือนภัยมากนัก แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงมาแล้ว ชาวบ้านต่างมีความตระหนักถึงความสำคัญ มีความตื่นตัว และมีใจที่จะฝากผีฝากไข้ไว้กับระบบเตือนภัยสึนามิที่ ทางการลงทุนเอาไว้ แต่เมื่อเกิดความบกพร่องเช่นนี้ จะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นใจ หรืออุ่นอกอุ่นใจได้อย่างไร การจะปลดหรือไม่ปลดผู้บริหารศูนย์เตือนภัยตามข้อเรีย กร้องของชาวบ้าน อาจจะเป็นประเด็นรองลงไปจากที่ว่า จะทำให้ระบบเตือนภัยมีประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบกว่านี้ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความรู้สึกเชื่อมั่น เชื่อใจ อันจะนำมาซึ่งความร่วมมืออย่างเต็มที่เมื่อเกิดเหตุเตือนภัยขึ้นมาจริงๆ จำได้ไหม... นิทานเรื่อง "เด็กเลี้ยงแกะ" ที่ชอบพูดไม่จริง โกหกเป็นเนืองนิตย์ หลอกชาวบ้านว่ามีหมาป่ามาไล่กินแกะ ครั้งแรกชาวบ้านก็รีบทิ้งการทิ้งงานออกมาช่วย แล้วก็พบว่าถูกหลอก ครั้งที่สอง ชาวบ้านก็รีบยกโขยงกันจะมาช่วยไล่หมาป่า แต่ก็ถูกหลอกอีก พอครั้งที่สาม ปรากฏว่า มีหมาป่ามาไล่กินแกะจริงๆ แต่เด็กเลี้ยงวิ่งไปป่าวประกาศขอความช่วยเหลือทั่วหมู่บ้าน ก็ไม่มีชาวบ้านคนไหนสนใจใยดี เพราะกลัวจะถูกหลอกอีก สุดท้าย แกะก็ตายทั้งฝูง! เรื่องนี้ ศูนย์เตือนภัยพิบัติก็ต้องระวัง อย่าให้เป็นเหมือน "เด็กเลี้ยงแกะ"
4) แนวทางที่ควรจะดำเนินการ คือ จะต้องมีการซักซ้อมระบบ และเตรียมความพร้อมรับมือเหตุภัยพิบัติมากกว่านี้ จนกว่าจะมีความพร้อมสมบูรณ์สูงสุด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยทั้งหลาย ในความเป็นจริง เรื่องความปลอดภัยและการรับมือกับพิบัติภัยเช่นนี้ ควรจะต้องมีการซักซ้อม เตรียมความพร้อม และลงมือซ้อมใหญ่ เสมือนสถานการณ์จริง จนกว่าประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกคนจะเกิดความคล่องตัว ชำนาญ ถ้าถึงขั้นกลายเป็นสัญชาติญาณ เกิดความเคยชินจนสามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างเป็น "อัตโนมัติ" เลยมากเท่าใด ก็ยิ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น พร้อมๆไปกับการปลูกฝัง "วัฒนธรรมปลอดภัย" และ "ความไม่ประมาท" ซึ่งจะได้ผลดี ก็ต่อเมื่อมีการลงมือ ซักซ้อม และปฏิบัติการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
5) น่าสงสัยว่า... ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้เคยฝึกซ้อมรับมือกับอุทกภัยร้ายแรงมาแล้วโดยมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 11 เสียด้วย เพียงแต่ครั้งนั้น สมมติพื้นที่ประสบภัยเป็นจังหวัดทางภาคตะวันออก ขณะนี้ เมื่อเกิดเหตุพิบัติภัยขึ้นจริง ก็น่าคิดว่า ทางการได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ฝึกซ้อมกันมาบ้างหรือ ไม่ เพียงใด? จะต้องมีการปรับแบบแผนวิธีการฝึกฝนอย่างไร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น น่าจะมีการประเมินเสียด้วยว่า ที่ดำเนินการกันอยู่นั้น ยังมีจุดอ่อนข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง? และจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร? เราคงต้องตระหนักร่วมกันว่า... น้ำท่วมครั้งนี้ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่ๆ และสึนามิที่อินโดนีเซีย ก็เป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราเข้าสักวัน