ภัยธรรมชาติอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ แต่การตระหนักรู้และวางแผนรับมืออย่างเหมาะสมก็จะสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ ล่าสุดธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จับมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) และธนาคารโลก ได้จัดทำรายงานผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน ปี 2593 ที่จะเกิดกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเลือกกรุงเทพฯ โฮจิมินห์ซิตี และมะนิลา ซึ่งเป็นมหานครที่มีพลเมืองราว 10 ล้านคน และอยู่ติดชายฝั่งทะเล ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบ มาเป็นเมืองนำร่อง โดยคาดการณ์ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น พร้อมประเมินมูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์หาทางรับมือ
พูนาม พิลไล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านสิ่งแวดล้อมของธนาคารโลก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นภัยร้ายแรงที่กำล ังคุกคามประชากรโลก โดยเฉพาะใน 3 เมืองใหญ่ข้างต้น ซึ่งหากขาดแผนป้องกันแก้ไขที่ดีพอ อาจสร้างความเสียหายสูงถึง 2-6% ของจีดีพีในปี 2593
แจน โบโจ หัวหน้าฝ่ายสังคมสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในชนบทของธนาคารโลก กล่าวว่า ปัญหาของกรุงเทพฯมาจากหลายปัจจัย ทั้งการตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง และการขุดเจาะน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ จากการวิเคราะห์ชี้ว่าภายใน 40 ปีข้างหน้า อุณหภูมิในไทยจะสูงขึ้น 1.2-1.9 องศาเซลเซียส ส่วนระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 19-29 ซ.ม. และแม้จะมีการควบคุมการใช้น้ำบาดาลที่เข้มงวดขึ้น แต่ยังส่งผลให้แผ่นดินกรุงเทพฯจะทรุดต่ำกว่าปัจจุบัน ราว 5-30 ซ.ม. ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุง เทพฯทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามกรุงเทพฯมีความเสี่ยงต่อสตอร์มเสิร์จต่ำ เมื่อเทียบกับอีก 2 เมือง โบโจระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากภาวะโลกร้อนและแผ่นดินทรุดจะเพิ่มจาก 1 พันล้านดอลลาร์ เป็น 4.6 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2593 โดยความเสียหายของสิ่งก่อสร้างมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยการสูญเสียรายได้และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ในบรรดาอาคารที่ได้รับผลกระทบนั้น ที่อยู่อาศัยอ่วมที่สุดราว 1.7 พันล้านดอลลาร์ อาคารเพื่อการพาณิชย์ตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรมจะเสียหา ยราว 1.4 พันล้าน และ 400 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ในแง่ของแผนรับมือน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ธนาคารโลกชี้ว่าแผนดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพเพียง พอและใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น จึงแนะนำให้บรรจุแนวทางรับมือผลกระทบจากโลกร้อน รวมถึงแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดินไปในแผนพัฒนาเมืองด ้วย พร้อมเพิ่มความสูงของแนวคันกั้นน้ำและระบบสูบน้ำออก รวมถึงบังคับใช้กฎหมายการสูบน้ำใต้ดินอย่างเคร่งครัด
ฟากโฮจิมินห์ ซิตีแม้ไม่ได้เป็นเมืองหลวง แต่ก็ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจเวียดนามไม่น้อยหน้ากรุงฮานอย เพราะเป็นแหล่งสร้างจีดีพีสูงถึง 23% ของประเทศ และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) กว่า 20% ทั้งนี้โฮจิมินห์มีโอกาสเกิดน้ำท่วมไม่แพ้กรุงเทพฯ เพราะพื้นที่กว่า 40-45% ของเมืองสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 0-1 เมตร ขณะที่พื้นที่ซึ่งสูงกว่า 1-2 เมตร มีเพียง 15-20% และมีพื้นที่น้อยมากที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4 เมตรขึ้นไป แม้จะไร้ปัญหาแผ่นดินทรุด แต่ก็มีสตอร์มเสิร์จซึ่งเกิดจากไต้ฝุ่นพัดผ่านแทน ซึ่งเอดีบีประเมินว่า อุณหภูมิที่มีแนวโน้มสูงขึ้นของน้ำทะเลในทะเลจีนใต้จ ะส่งผลให้มีพายุพัดถล่มตอนใต้ของเวียดนามถี่มากขึ้น
เจมส์ รูพ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากเอดีบี กล่าวว่า เซ็กเตอร์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือภา คการขนส่ง ถนนทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเส้นทางในตัวเมือง ทางหลวงระหว่างเมือง ถนนวงแหวน ทางรถไฟ ทั้งที่สร้างแล้วและมีแผนก่อสร้างในอนาคต ตลอดจนท่าเรือนานาชาติ ส่วนสนามบินนั้นถึงจะมีทำเลบนที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง แต่เมื่อโครงข่ายถนนและระบบรางถูกตัดขาด ผู้โดยสารก็ไม่สามารถเข้าออกได้
เอดีบีแนะให้ทางการเวียดนามปรับปรุงมาตรฐานโครงสร้าง พื้นฐานให้สามารถรับมือกับภาวะน้ำท่วมได้ และจัดทำแผนคมนาคมในกรณีเกิดน้ำท่วมรุนแรง โดยรวมอยู่ในแผนหลักพัฒนาเมือง ด้านมะนิลาที่มีพื้นที่อยู่บนเกาะ ต้องประสบกับอุทกภัยอันเนื่องมาจากไต้ฝุ่น และสตอร์มเสิร์จบ่อยครั้ง ซ้ำภัยธรรมชาติ ดังกล่าวยังเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ฝนตกหนักเพียง 1-3 วันก็สามารถนำไปสู่น้ำท่วมครั้งใหญ่ได้แล้ว โดยเฉพาะหากถูกหนุนเนื่องด้วยระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสู ง ความเสียหายก็ยิ่งทวีคูณ ไจก้าประเมินว่า ในอีก 40 ปีข้างหน้า สิ่งก่อสร้างเชิงพาณิชย์จะได้นับความเสียหายจากน้ำท่ วมมากที่สุด ตามมาด้วยภาคอุตสาหกรรมแและที่อยู่อาศัย
โทโมโนริ ซูโดะ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายดำเนินการกลยุทธ์ของไจก้า ระบุว่า ความเสียหายจากภาวะโลกร้อนของมะนิลา อยู่ที่ 1-10% ของจีดีพี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศและแผนหลักเพื่อป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลว่าสัมฤทธิผลมากน้อยเพียงใด