จับกระแส : 48วันนั่งอธิบดีกรมอุทยานฯ คำถามที่"สุวิทย์"ต้องตอบ
(เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ)
ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
หรืออีกนัยหนึ่งที่พวกเขามักจะเรียกตัวเองแบบฮาๆ...ว่า "หมาเฝ้าป่า "ต่างสรุปและเห็นตรงกันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ว่า
"นายจตุพร บุรุษพัฒน์" ผู้เป็นม้ามืดเข้านั่งตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ควรจะเปลี่ยนนามสกุล เป็น
"โตเร็ว..."
ผู้สื่อข่าวบางคนบอกว่า ไม่มีเต้าเอาอะไรไต่ ตำแหน่งถึงได้ทะลุพรวดๆ แบบติดจรวด เพราะนายจตุพร คนนี้เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา
นับเวลาถึงวันที่ 17 พ.ย. ที่คณะรัฐมนตรีมีคำสั่งโยกย้ายข้าราชการซี 10 แค่ 48 วัน ย้ายจากกรมทะเลมานั่งตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ
บางคนบ่นดังๆ ว่า "วาสนา มันดี" เพราะ "จตุพร " คนนี้อายุแค่ 45 ปีเท่านั้น แต่หน้าที่การงานไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีว่าการ ทส. ขึ้นมาเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานสำนักปลัด ทส. เป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จากนั้น ข้ามห้วยมานั่งตำแหน่งรองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระเถิบมานั่งตำแหน่งอธิบดี กรมทรัพยากรทะเล และตำแหน่งสุดท้ายที่ใช้เวลาไต่แค่ไม่ถึง 2 เดือน คืออธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ที่ต้องดูแลผืนป่าและอุทยานแห่งชาติทั้งประเทศ
นับว่า "โตเร็ว" อย่างยิ่ง เพื่อนผู้สื่อข่าวอีกคน ส่งเสียงดังๆ ว่า ไม่ใช่ "โตเร็ว" แบบธรรมดา แต่ควรจะนามสกุล "โตโคตรเร็ว"
เพราะบทบาทภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบใหญ่โตขึ้น
โดยเฉพาะการดูแลทรัพยากรป่าไม้ เพราะว่ากรมอุทยานฯ ถือเป็นกรมฯ ที่มีรายได้จากค่าบริการเข้าชมอุทยานทั่วประเทศที่มีมากถึง 400-500 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวไม่ต้องส่งเข้าคลัง
ถือเป็นเงินนอกงบประมาณ ที่อำนาจอธิบดีบริหารจัดงาน ไปปรับปรุงอุทยานฯ และเป็นสวัสดิการเจ้าหน้าที่พนักงานที่ช่วยดูแลป่า
ภาระหน้าที่ดังกล่าว ยังไม่นับ ป่าอนุรักษ์ ที่ต้องปกปักรักษา ไม่ให้มอดไม้ คอยลักลอบ...จึงถือเป็นหน้าที่การงานที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อย...
จนต้องแสดงความยินดีกับ จตุพร ที่ได้รับภาระที่น่าภูมิใจ แต่อีกนัยหนึ่ง ภายใต้การเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้ง จตุพร และ นายสุวิทย์
คุณกิตติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาจจะต้องตอบคำถามกับสังคม
...การเติบโตดังกล่าวคือ ศักยภาพที่จะปกป้องดูแลผืนป่าหรือไม่??? เพราะหากไม่นับความรู้ความสามารถที่ จตุพร คนนี้ไม่ได้จบด้านวนศาสตร์ โดยตรงแล้ว ยังรวมไปถึง ก๊กเหล่าในกรมอุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น วนศาสตร์รุ่น 37 หรือป่าไม้แพร่ อีกหลายรุ่น ที่ล้วนแล้วแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป
คำถามคือบริหารได้หรือไม่...จึงน่าจับตามองอย่างยิ่งว่า การโยกย้ายครั้งนี้ หวังผลอะไร...หากเป็นไปเพื่อทบทวนการยุบรวมกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ และ ทช. เข้าเป็นหน่วยงานเดียวกัน ตามที่นายสุวิทย์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลายคนฟันธงว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะการยุบรวมเป็นไปได้ยาก
จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า การโยกย้าย สลับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ และ กรมทรัพยากรทางทะเล มีความหมายอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่า การโยกย้ายธรรมดาหรือไม่
สิรินาฏ ศิริสุนทร uam_ok@yahoo.com