กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

เครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์สู้เพื่อที่ทำกิน

  • 18 มี.ค. 2557
  • 1,268

คอลัมน์: เพื่อสิ่งแวดล้อม: เครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์ สู้เพื่อที่ทำกิน
(เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ)


การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นที่แพร่หลายเพราะกระแสเรื่อง "ภาวะโลกร้อน" เป็นภาวะที่รุนแรง ที่ทุกคนรู้ว่า ส่งปัญหาอย่างมาก แต่ไม่ว่าจะแรงขนาดไหน หากขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ได้เจอปัญหาด้วยตนเอง ก็คงไม่มองไม่เห็นหนทางว่า จะเข้าไปดูแลจัดการกันอย่างไร?

แต่ยังมีตัวอย่างของกลุ่มคนอีกหลายชุมชน ที่เข้าใจ และเริ่มลงมือปฏิบัติ

หนึ่งในนั้นคือชุมชน ซึ่งได้รับ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ที่จัดต่อเนื่องมาจนถึงครั้งที่ 11 ในปี 2552 โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการนำเสนอแบบอย่างของคนที่ตระหนักต่อสภาพปัญหา และลงมือดำเนินการทันที โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภายนอก

"เครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์" ของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง น่าจะเป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่เห็นปัญหาอย่างแท้จริง และได้รบผลกระทบถึงแม้จะเป็นการรวมตัวของคนวัย 50-60 กว่าปีขึ้นไป ซึ่งหากจะมองข้ามปัญหานี้ไปก็คงได้ แต่สิ่งที่มองเห็นมากกว่าก็คือ รุ่นลูกรุ่นหลานที่จะไม่มีที่ทำกิน เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงหากไม่มีการดำเนินการใดๆ


ความเป็นห่วงที่มีต่อคนรุ่นใหม่ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง!

เมื่อปี 2535 สนามกอล์ฟ ปล่อยน้ำเสีย ลงในลำน้ำประแสร์ จนเน่าเสียอยู่นานกว่าจะแก้ไขได้ ต่อมาก็เจอปัญหาที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงพื้นที่ลุ่มน้ำประเสร์อีก

ลุ่มน้ำแห่งนี้มีต้นกำเนิดจากทิวเขาจันทบุรี ที่ไหลผ่านอำเภอแกลงไปลงทะเลที่ตำบลปากน้ำประแสร์ เส้นทาง 26 กิโลเมตร คงเป็นสิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ตลอดสองฝั่ง จะประสบปัญหาเป็นจำนวนไม่น้อย

คนรุ่นใหญ่ที่มีอาชีพเลี้ยงปลาเก๋า บ้านดอนมะกอกล่าง ในตำบลปากน้ำประแสร์ ได้มองเห็นปัญหาและรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ทำกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน์ป่าชายเลน และยังได้ไปชักชวนชาวบ้านในตำบลใกล้เคียง คือตำบลทางเกวียน ตำบลเนินฆ้อ และตำบลทุ่งควายกิน มาร่วมมือกันตั้งเป็น "องค์กรชุมชนชายฝั่งตะวันออก" ตั้งแต่ ปี 2547 และพัฒนาจนกลายเป็น "โครงการพลิกฟื้นวิถีชุมชนลุ่มน้ำประแสร์"

มีการร่วมกันปลูกป่าชายเลนนำจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสียมาใช้ จนสภาพน้ำดีขึ้น ทำให้สัตว์น้ำ อาทิ ปลากด ปลากะรัง ปลากระบอก กุ้งขาว กุ้งก้ามกราม เคยตัวใส ปูม้า ปูดำ หอยนางรม กลับมาอยู่ในแหล่งน้ำมากขึ้น จนทำให้ชาวบ้านมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามมา

การฟื้นฟูที่ส่งผลในทางที่ดี ทำให้เครือข่ายขยายตัว ในเวลาต่อมาไม่นาน ชาวบ้านตำบลคลองปูนก็เข้าร่วมมือร่วมใจร่วมโครงการในปัจจุบันจึงมีการรวมตัวกันทั้งสิ้น 5 ตำบล

การรวมตัวของชุมชนที่ทำเป็นเครือข่ายจึงเป็นการส่งเสริมในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คนหมู่มากที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันย่อมสามารถเพิ่มอำนาจการต่อรอง กรณีที่ชุมชนต้องเกิดปัญหา เพราะเสียงของชาวบ้านส่วนใหญ่ย่อมส่งผลต่อหน่วยงานหรือองค์กรที่คิดจะทำเรื่องที่สร้างปัญหาต้องระมัดระวังมากขึ้น

ถึงแม้ว่าปัญหาคนนำสารตกค้างโลหะหนักมาทิ้งก็ยังมีอยู่ จนทำให้เกิดน้ำเสียอย่างรุนแรงถึง 3 ครั้งเมื่อปี 2551 จนปลาในกระชังเสียหายกว่า 4 ล้านบาทก็ตาม

ตามรายงานบอกว่า แม้เทศบาลเมืองแกลง จะเชิญเหล่าโรงงานอุตสาหกรรมมาหารือ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน แต่เรื่องก็เงียบหาย และหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ แต่อย่างน้อยการระมัดระวัง และเฝ้าระวังก็มีมากขึ้น

ท้ายที่สุดสิ่งดีๆ ที่เกิดจากการรวมตัวกันก็ช่วยทำให้ลำน้ำประแสร์สะอาดมากขึ้นป่าชายเลนเติบโตเขียวชอุ่ม กุ้ง หอย ปู ปลาเพิ่มปริมาณ การทำมาหากินของชุมชนก็ดีขึ้นคนในชุมชนก็มีจิต สำนึกที่ดี และยังถ่ายทอดปลูกฝังให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานรักษาเอาไว้อีกด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บอกถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง