กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

มาบตาพุด ความเจ็บปวดของคนไทย

  • 18 มี.ค. 2557
  • 1,303

คอลัมน์: ประเด็นร้อน: วิบากกรรม "มาบตาพุด" ความเจ็บปวดของคนไทย
(สยามรัฐ 15 ธ.ค.52)


ภายในปีนี้ปีเดียวเกิดเหตุการณ์ก๊าซรั่วในนิคมอุตสาหกรรม "มาบตาพุด" ถึง 3 ครั้ง 3 ครา จะไม่ให้ประชาชนแถบอุตสาหกรรมมาบตาพุด และบริเวณใกล้เคียง จ.ระยอง ไม่หวาดผวามลพิษของนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ได้อย่างไร

อุบัติเหตุครั้งแรก วันที่ 13 ก.พ.52 ก๊าซรั่วฟุ้งกระจายภายในบริษัท ปตท.เคมิคอล
จำกัด (มหาชน) ถนนไอ 1 และไอ 4 ทำให้คนงานก่อสร้างของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่กำลังทำงานอยู่ในโรงงานสูดดมก๊าซรั่วเข้าไปถึงกับเป็นลม อาเจียน ถูกหามส่ง รพ. 30 คน

ครั้งที่ 2 วันที่ 5 ธ.ค.52 ก๊าซหุงต้มรั่วจากเรือขนส่งสินค้าที่ท่าเทียบเรือมาบตาพุดทำให้ชาวบ้านและคนงานที่อยู่บริเวณนั้นสูดก๊าซจนถูกหามส่ง รพ. 18 คน และล่าสุดที่ผ่านมาวันที่ 12 ธ.ค.นี่เอง.อีกแล้ว ก๊าซมาบตาพุดรั่วเขตก่อสร้างโรงงาน คนงาน 300 คนวิ่งหนีตายโกลาหล ส่วนอาการหนักถูกนำตัวส่ง รพ. 6 ราย

ย้อนหลังไป 30 กว่าปีก่อน นโยบายรัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรม มุ่งหวังจะทำให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและอัตราการเจริญเติบโต พร้อมกับการสร้างแรงงานของประเทศ จนปี 2531 นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง จึงได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาอยู่ในความดูแลการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม

เป้าหมายเนรมิตให้เป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" เลียนแบบศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐอเมริกา ภายใต้อภิมหาโครงการที่เรียกชื่อสวยหรูว่า "อีสเทิร์นซีบอร์ด"

ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม.ห้วงเวลาที่ผ่านไป นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้รับการพัฒนาให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง บนพื้นที่หลายแสนไร่
โรงงานมีกว่าพันโรง และจ้างแรงงานหลายแสนคน

อย่างไรก็ตาม.

ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง!

ผลที่ติดตามมาจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม นั่นคือมลภาวะเป็นพิษ.นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตั้งแต่ปี 43 เป็นต้นมา ประสบปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนจากโรงงานปิโตรเคมี ปัญหาการปนเปื้อนในน้ำบ่อตื้น
ปัญหาเรื่องสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายปี 48 ยังเจอปัญหาเรื่องภัยแล้ง เกิดภาวะการขาดแคลนและแย่งน้ำในพื้นที่ ระหว่างความต้องการใช้น้ำของประชาชนกับโรงงานอุตสาหกรรม

"สถิติการเกิดโรคหลายชนิด และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว คน อ.เมืองระยอง สูงกว่าอำเภออื่นๆ ของจังหวัด 3 เท่าถึง 5 เท่า นอกจากนี้ แหล่งน้ำจืด รวมถึงน้ำทะเลและน้ำบาดาลในพื้นที่ ส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐาน คือ สังกะสี สารหนู และพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายเกินมาตรฐาน" รายงานของสถาบันมะเร็งแห่งชาติได้จากข้อมูลของโครงการศึกษาระบาดวิทยาของโรคมะเร็งในประเทศไทยของ จ.ระยอง

ชาวบ้านมาบตาพุดได้รับความเดือดร้อนจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างมาก.ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายภาคเอกชนเคลื่อนไหวร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตลอด แต่ก็ได้รับการเยียวยาแบบลูบหน้าปะจมูก ไร้คุณภาพมาตรฐานการดูแลมลพิษ ยิ่งนานวันอายุการใช้งานโรงงานมากขึ้นๆ ยิ่งกระทบปัญหาสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้นตามลำดับ และเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกนับวันก็เคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น

เดือน ต.ค.2550 ชาวบ้านมาบตาพุด,สมาคมต่อต้านโลกร้อน ได้ดำเนินการฟ้องร้องศาลปกครองระยองให้ระงับการก่อสร้างโรงงานมาบตาพุด 76 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว และประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษทางอากาศภายใน 60 วัน

จุดเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ภาคอุตสาหกรรมของไทย คือ วันที่ 3 มี.ค.52 นี้ ศาลปกครองระยองพิพากษาให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องประกาศให้ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมดรวมทั้ง ต.มาบตาพุด ต.ห้วยโป่ง ต.เนินพระต.ทับมา และ ต.มาบข่า อ.เมืองระยอง ตลอดจนท้องที่ ต.บ้านฉาง เป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการควบคุม
ลดและขจัดมลพิษ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญต่อไป

ต่อมาหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองสูงสุด และวันที่ 2 ธ.ค.52 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้แก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับโครงการลงทุน 76 โครงการมาบตาพุดไว้ก่อน โดยให้ 11 โครงการที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ
และคุณภาพชีวิตของประชาชนสามารถเดินหน้าได้ อาทิ โครงการประเภทการคมนาคม พลังงานสะอาด และโครงการที่ปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือลดมลภาวะ เป็นต้น

ส่วนโครงการที่เหลือ 65 โครงการ โดยเฉพาะโครงการปิโตรเคมี, ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ,เหล็ก, โรงไฟฟ้าและกำจัดของเสียให้ระงับไว้ก่อนตามคำสั่งเดิม
เพราะเชื่อว่าเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรง แต่หากในอนาคตโครงการที่เหลือมีการดำเนินการภายใต้มาตรา 67 วรรค 2 ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วก็สามารถยื่นขอออกจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ภายหลัง

ฟ้าผ่าเปรี้ยง! กลางนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด.

ดีทรอยต์ "อีสเทิร์นซีบอร์ด" พังครืน.65 โครงการกำลังลงทุน 1-2 แสนล้านบาทหยุดชะงัก ความมั่นใจของนักลงทุนอุตสาหกรรมทรุดฮวบ เชื่อมโยงไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติหายวับไปกับตา เล็งย้ายฐานการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน
หากรัฐบาลไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้มีประสิทธิภาพและด้วยความรวดเร็วทันเหตุการณ์

เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกฮึ่มอีก181 โครงการทั่วประเทศต้องรีบแก้ไขมลพิษไม่เช่นนั้น ชะตากรรมจะเหมือน 65 โครงการมาบตาพุด

"ถือว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กำลังจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย จากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีนโยบายเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้นจึงถูกทำให้มองว่าค่อนข้างจะสวนทางกัน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน ควรจะหารือร่วมกันเพื่อหาทางแก้ไข" สันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) วิพากษ์ผลกระทบปัญหานี้และว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนระยะยาวในประเทศไทยซึ่งล่าสุดมีนักลงทุนจากต่างชาติได้สอบถามถึงกรณีนี้เข้ามาค่อนข้างมาก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มี "อานันท์ ปันยารชุน"อดีตนายกฯ เป็นประธาน กำลังเร่งรีบหาข้อยุติ บทบาท หน้าที่ และรูปแบบขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรค 2 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีว่าต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์

"หลังปีใหม่จะพิจารณา หากโครงการใดใน 65 โครงการยังเพิกเฉยก็จะดำเนินการตามแนวทางที่ศาลปกครองสูงสุดให้ไว้" ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยและว่า ส่วนการตรวจสอบโครงการลงทุนอีก 181 โครงการทั่วประเทศนั้น ทางสมาคมได้ทำหนังสือแจ้งให้เจ้าของโครงการไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ซึ่งจะรอเวลาประมาณ 1 เดือน

บทเรียนจากปัญหานี้.นับว่าสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้กับคนไทยยิ่งนักกับความสูญเสียโอกาสการพัฒนาอุตสาหกรรมแต่ไฉนเลยจะลืมเลือนผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของชาวบ้านตาดำๆ ได้ ต้องรอมติคณะกรรมการ 4 ฝ่ายของ "อานันท์" จะหาทางออกปัญหานี้อย่างไร

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง