กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

รมว.ทส.ยึดพิธีสารเกียวโตร่วมแก้โลกร้อน

  • 18 มี.ค. 2557
  • 1,266

"สุวิทย์"ยึดพิธีสารเกียวโต ร่วมกลุ่มจี 77 แก้โลกร้อน
(เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ 16 ธ.ค.52)


สุวิทย์ ยืนยัน รัฐบาลไทยสนับสนุนจุดยืนร่วมกลุ่มจี 77 ยึดพิธีสารเกียวโต ระบุการแก้ปัญหาโลกร้อนจำเป็นต้องส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบุไม่เห็นด้วยกับ REDD รวมถึงคงต้องมีการทบทวนการพัฒนาภายในประเทศด้วย ด้าน "อัล กอร์" เตือนคนนับพันล้านเสี่ยงขาดน้ำ

ตัวแทนคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมและเครือข่ายชาวบ้าน เข้าพบนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยื่นข้อเรียกร้องจุดยืนรัฐบาลไทยในการประชุม ภาคีสมาชิก อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยเฉพาะประเด็นเจรจาที่จะมีผลกระทบต่อภาคประชาชน เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ ที่จะเกี่ยวพันไปถึงสิทธิของชุมชนกับการใช้ประโยชน์จากป่า การลดการปล่อยก๊าซภาคเกษตร และทิศทางพัฒนาพลังงาน และอุตสาหกรรมของประเทศไทย

นายสุวิทย์ กล่าวว่า กลุ่มประเทศอียูประกาศชัดเจนว่า จะยกเลิกพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนท่าทีของกลุ่มจี 77 โดยท่าทีของกลุ่ม 77 คือ พยายามรักษาพิธีสารเกียวโต และต้องการให้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศพัฒนาแล้วในช่วงพันธกรณีที่สอง

รัฐบาลไทยยังคงมีจุดยืนร่วมกันกับกลุ่มประเทศจี 77 ในเรื่องนี้ แม้ที่ผ่านมา มีความพยายามของอีกฝ่ายหนึ่ง ที่จะทำให้เสียงของกลุ่มจี 77 แตก และมีแนวโน้มอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหลังจากที่กลุ่มอียูประกาศชัดเจนเรื่องไม่เอาพิธีสารเกียวโต

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับ REDD ที่จะนำภาคป่าไม้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก และยังไม่มีข้อตกลงอะไรออกมาชัดเจน ซึ่งไทยยังมีปัญหาเรื่องสิทธิชุมชนกับการใช้ประโยชน์จากป่า ซึ่งรัฐบาลต้องนึกถึงชาวบ้านก่อน

น.ส.วนัน เพิ่มพิบูลย์ จากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้สอบถามความเห็นนายสุวิทย์เรื่องการซื้อขายคาร์บอน ว่า รัฐบาลไทยควรพิจารณาเรื่องความเป็นธรรมในการลดการปล่อย โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซในประเทศ ไม่ใช่ลดโดยผ่านการซื้อขายคาร์บอนและการออฟเซต (OFFSET) แต่ทำไมไทยจึงมีโครงการภายใต้การพัฒนาที่สะอาด (CDM) นับร้อยโครงการในปัจจุบัน ซึ่งขัดแย้งกับความเห็นเรื่องประเทศพัฒนาแล้ว ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศตัวเอง

นางกันยา ปันกิติ ตัวแทนเครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลว่า ควรทำการศึกษาให้ชัดเจนถึงป่าไม้ของไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณเท่าใด ภาคอื่นๆ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าใด เพื่อแก้ปัญหาให้ถูกจุด ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรเดือดร้อน เหมือนกรณีที่มีการจับกุมชาวบ้านและศาลตัดสิน ชาวบ้านที่ตัดต้นยางเป็นตัวการหนึ่งที่ก่อปัญหาโลกร้อน และไม่ควรใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศอย่างเดียว การแก้ปัญหาเรื่องป่ากับชุมชน ข้าราชการต้องสำรวจพื้นที่จริงๆ

นายสุวิทย์ กล่าวว่า เรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องระดับโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน ซึ่งไทยต้องดำเนินการภายใต้กรอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน และจะมีส่วนร่วมดำเนินการภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และถือเป็นกูรูด้านสภาพอากาศ เตือนระหว่างร่วมประชุมสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ว่า การหลอมละลายมากเป็นประวัติการณ์ของชั้นน้ำแข็งทั่วโลก อาจปิดกั้นโอกาสให้ประชากรโลกกว่า 1,000 ล้านคน เข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดหรือแหล่งน้ำจืด

"มีประชากรกว่า 1,000 ล้านคนในโลกใบนี้ ที่ได้รับน้ำดื่มในสัดส่วนมากกว่าครึ่ง และมีประชากรอีกมากที่ได้รับน้ำดื่มทั้งหมดจากหิมะและแผ่นน้ำแข็งที่ละลายตามฤดูกาล ขณะที่ภัยคุกคามสามด้านทั้งจากแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยของแผ่นน้ำแข็ง การละลายของชั้นน้ำแข็งและการหดตัวของแผ่นน้ำแข็งที่ครอบคลุมพื้นดินน้อยกว่า 50,000 ตารางกิโลเมตร ในแถบอาร์คติกกำลังทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น" นายอัล กอร์ กล่าว

เขายังอ้างถึงผลการวิจัยชิ้นใหม่ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า แผ่นน้ำแข็งที่ครอบคลุมพื้นดินน้อยกว่า 50,000 ตารางกิโลเมตร ในแถบอาร์คติก อาจจะหดตัวอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว และโลกอาจจะไม่เห็นน้ำแข็งในแถบขั้วโลกอีกเลยภายใน 5 ปี นับจากนี้ไป

ขณะที่การประชุมสุดยอด ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่เดนมาร์ก กลับมาเดินหน้าอีกครั้ง หลังยุติลงชั่วคราว เพราะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาคว่ำบาตรการประชุม

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง