กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

DMCR NEWS

กูรูภัยพิบัติเตือนจะสิ้นด้ามขวานก่อนสิ้นโลก

  • 18 มี.ค. 2557
  • 1,275

คอลัมน์: รายงานพิเศษ: คำเตือน'กูรูภัยพิบัติ''สิ้นด้ามขวาน'ก่อน'สิ้นโลก'
(สยามรัฐ 17 ธ.ค.52)


ปิยะบุตร อนุกุล

อีกครั้งที่ "ไทย" โด่งดังในเวทีโลก จากที่ประชุมสากลติดตามการแก้ไขปัญหาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ได้หยิบยกภาพถ่ายคลิปวิดีโอ "วัดขุนสมุทราวาส" หรือวัดขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการ ประเทศไทย ที่กำลังถูกทะเลกลืนกินถึงอุโบสถ เป็นตัวอย่างผลกระทบโลกร้อนที่เห็นได้ชัด เรียกเสียงฮือฮาจากประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกันวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่ ย่านชายทะเลเขตบางขุนเทียน กทม. ทีมผู้ผลิตสารคดีโทรทัศน์และนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา กว่า 30 ชีวิตได้มาศึกษาดูงานและถ่ายทำสารคดีวิถีชีวิตชาวบ้านกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ก่อนนำไปเผยแพร่ผ่าน สถานีโทรทัศน์ในอเมริกา-แคนาดาซึ่งจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมต่อไป

กระทุ้ง'รัฐ'ดัน'วาระชาติ'

จากการเปิดเผยของผู้เชี่ยวชาญและ"นักทำนายภัยพิบัติ" คนดังอย่าง ดร.สมิทธ ธรรมสโรชอดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาในฐานะประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ยืนยันว่าภาวะโลกดร.สมิทธ

ร้อน"ส่งผลต่อพื้นที่ชายฝั่งของไทย" และถือเป็นวาระเร่งด่วน

โดยเฉพาะ "รัฐบาล" ต้องผลักดันปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งขึ้นเป็น "วาระชาติ"รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจนถึงองค์กรปกครองท้องถิ่นจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อศึกษาวิเคราะห์วิจัยรูปแบบวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ สภาพปัญหาก่อนเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม หลังให้ต่างคนต่างทำคนละทิศละทาง

'น้ำเค็มท่วมปากน้ำ'สัญญาณเตือน

ดร.สมิทธได้กล่าวถึงตัวอย่างผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนต่อพื้นที่ชายฝั่งของไทยที่เกิดขึ้นให้เห็นแล้วได้แก่ กรณีน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นจนท่วมทั้งเขตเมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี

หรือน้ำทะเลเพิ่มระดับความสูงจากเดิมในพื้นที่อ่าวไทยตอนบนรูปตัว ก.เชื่อมต่อ จ.สมุทรปราการ กทม. สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสูงของคลื่นที่เพิ่มอัตราการกัดเซาะมากขึ้นตามไปด้วย คิดเป็นอัตราระยะถอยร่นเฉลี่ย 2-5 เมตร/ปี จากเดิม 1-3 เมตร

ทำนาย กทม.เมืองบาดาล

นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมความเสียหายที่เกิดจากคลื่นพายุซัดฝั่ง หรือสตอร์มเซิร์จกรณีเกิดพายุรุนแรงพัดผ่านเข้าสู่ชายฝั่ง หากไม่เร่งป้องกันแต่เนิ่นๆ จะเกิดความสูญเสียอีกมากมายมหาศาลในระดับที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะพื้นที่อ่าวไทยตลอดแนว

หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ได้วิจัยและสรุปว่าอีกไม่กี่สิบปี กทม.จะประสบปัญหาน้ำท่วมหนักหรือท่วมถาวรหากไม่ป้องกันดีพอพร้อมประเมินหาก กทม.น้ำท่วมขังถาวรความเสียหายจะถึงหลักแสนล้านบาท เพราะกระทบทุกอย่างเป็นวงกว้าง

อีกทั้ง ยังห่วงว่า หากมีปริมาณน้ำหนุน น้ำเหนือ และน้ำฝนปะทะเข้าพร้อมกัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าน้ำทะเลอาจไหลย้อนเข้าระบบคลองประปา ส่งผลต่อการผลิตน้ำประปาในกทม.ซึ่งมีกว่า 10 ล้านคนใช้บริการ เมืองทั้งเมืองจะโกลาหลยิ่งกว่าปัญหาน้ำท่วม จึงต้องระวังอย่างยิ่ง

'โลกร้อน'ตัด'ด้ามขวานไทย'

ขณะที่ด้านชายฝั่งทะเลภาคใต้ ดร.สมิทธระบุว่า จากที่ลงพื้นที่สำรวจต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เชี่ยวชาญห่วงปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งและเกรงหากไม่เร่งป้องกันอย่างถูกต้อง


อนาคตทะเลอ่าวไทยจะตัดด้ามขวานทะลุทะเลอันดามันนั้นไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะแถบสงขลา นราธิวาส และปัตตานี ที่ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้เป็นเพียงผลกระทบจากหย่อมความกดอากาศต่ำพาดผ่านเท่านั้นและยังไม่ถึงระดับพายุ

"ภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำทะเลเพิ่มอุณหภูมิเพิ่มขึ้น พายุจึงเพิ่มขึ้นด้วย ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้ว ใกล้ๆ เราที่ฟิลิปปินส์แค่ไม่กี่เดือนก็ถูกพายุถล่มไป 4 ลูกติดๆ กันจนเมืองแทบไม่เหลือสภาพเดิม หรือพม่าก็ถูกไต้ฝุ่นนาร์กีสถล่ม ทั้งๆที่โซนเราไม่เคยมีพายุรุนแรงขนาดนี้ ถือว่าโชคยังดีที่เราไม่โดนไปด้วย ส่วนอเมริกาที่มีบ่อยอยู่แล้วก็มีถี่และหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด"

'แผ่นดินหาย'เรื่องใหญ่กว่าศึกสีเสื้อ

ดร.สมิทธยังกล่าวถึงสถิติพบว่า 10-20 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งไปแล้วกว่า3 แสนไร่ โดยยังไม่มีการป้องกันอย่างได้ผลและบางครั้งความพยายามแก้ปัญหาโดยขาดความเชี่ยวชาญหรือหลักวิชาการ กลับทำให้ปัญหาขยายหนักกว่าเก่า กระทบวิถีชีวิตของผู้คนนับล้าน

ทั้งนี้ทั้งนั้นหลังลงพื้นที่ศึกษาดูงานทั่วประเทศพบว่าการแก้ปัญหาตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การปักแนวเขื่อนไม้ไผ่กันคลื่นค่อนข้างได้ผลดีน่าพอใจ ช่วยสลายกำลังคลื่นและดักตะกอนดินให้งอกเพิ่มได้เพื่อที่จะใช้ปลูกแนวป่าชายเลนได้มั่นคงแข็งแรง จากก่อนหน้านี้หลายหน่วยงานพุ่งไปที่การปลูกป่าชายเลนแต่ไม่สนใจป้องกันแนวป่าชายเลนให้คงอยู่อย่างถาวร

"แต่กระนั้นจะให้ชาวบ้านหาเงินงบฯ ลงทุนจากที่ไหน ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องมาเป็นเจ้าภาพนำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาถกกันแล้วเร่งศึกษาหาข้อสรุป

ประเทศเรามีคนเก่งเยอะแต่ไม่มีเจ้าภาพพาเขามานั่งถกกัน ปล่อยให้เถียงกันไปค้านกันมาแล้วไม่ได้ทำอะไร แค่ตั้งกรรมการศึกษากว่าจะเสร็จกว่าจะลงมือก็ไม่รู้อีกนานเท่าไรอย่าเพิ่งไปสนใจเสื้อเหลืองเสื้อแดงหรือสร้างรถใต้ดิน เพราะถ้าน้ำท่วม กทม. รถใต้ดินก็วิ่งไม่ได้"

ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง