2012 โลกไม่แตก แต่น้ำแข็งละลาย
19 พฤศจิกายน 2552
(เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ)
โอกาสเกิดอภิมหาภัยธรรมชาติเหมือนในภาพยนตร์เรื่อง 2012 คงเป็นไปได้ยากมากเมื่อเทียบกับโอกาสน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายกลายเป็นน้ำทะเล
ผลการวิเคราะห์จากการสำรวจโดยคณะวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Catlin Arctic Survey) ระบุว่า อีก 20 ปีข้างหน้า ฤดูร้อนบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกจะไม่มีน้ำแข็งอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ย่างเข้าทศวรรษหน้าเป็นต้นไป
ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิจัยพบสัญญาณเตือนภัยอันตรายแก่ประชากรโลก มีงานวิจัยอีกหลายผลงานคาดการณ์ถึงผลกระทบในอนาคต หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกในเขตทุนดราละลาย ส่งผลให้ก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาลที่ถูกปิดผนึกไว้ใต้ชั้นหินถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ
นั่นแปลว่าจะมีก๊าซเรือนกระจก ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในจำนวนที่เพิ่มขึ้น เทียบเท่ากับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมตลอดช่วงเวลา 20 ปี ในเสี้ยวนาที
“แผ่นน้ำแข็งที่หายไปไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว ยังส่งผลด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ยกตัวอย่าง ท่อขนส่งน้ำมันในอลาสก้าแตกหักเสียหายจากแผ่นน้ำแข็งทรุดตัว นอกจากจะทำให้น้ำมันขาดแคลนแล้ว ยังเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากน้ำมันรั่วปนเปื้อนไปกับน้ำทะเล” ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าว
ผลพวงจากรอยแยกของแผ่นน้ำแข็ง ยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดพายุในอลาสก้ามากขึ้น จากเดิมที่พายุก่อตัวได้ยากเนื่องจากต้องได้รับอิทธิพลความร้อนจากน้ำทะเลเป็นหลัก ไม่รวมถึงประชากรสิ่งมีชีวิตที่จำเป็นต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง และแนวโน้มการสูญพันธ์ของสัตว์ที่ดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นน้ำแข็งตลอด 24 ชั่วโมง อย่างหมีขาว ขั้วโลกเหนือ
นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลกเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้ เพราะปัจจุบันในช่วงฤดูร้อนแผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเหลืออยู่เพียงร้อยละ 10
ของพื้นที่ทั้งหมด จากเดิมเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาน้ำแข็งบริเวณดังกล่าวเหลือประมาณร้อยละ 50-60 และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ
อุณหภูมิของพื้นที่ดังกล่าวยังสูงกว่าพื้นที่อื่น 2-3 องศาเซลเซียส ทุก 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นน้ำแข็งจะหายไปประมาณ 1 ล้านตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 12 ของพื้นที่ทั้งหมด
"ปัญหาทั้งหมดจะส่งผลให้ทั่วโลกร้อนขึ้นอย่างแน่นอนใน 20 ปีข้างหน้าเป็นอย่างต่ำ จะทำให้ทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส รวมถึงประเทศไทย ถึงแม้การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเหนือไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็ไม่อาจเลี่ยงผลกระทบโดยอ้อม จะเกิดการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก และแอตแลนติกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดเอลนิโญและลานิญาจะถี่ขึ้น และยากต่อการคาดเดา" ผศ.อานนท์ กล่าว
ดร.อานนท์ ในฐานะนักวิชาการด้านสมุทรศาสตร์ มองว่า วิธีการที่ดีที่สุด คือทำอย่างไรให้คนให้ชุมชนเห็นความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่กับภูมิอากาศให้ได้ เพราะทิศทางการพัฒนาที่ผ่านมาไม่สอดคล้องกับภูมิอากาศ
ปัจจุบัน ทีมวิจัยเริ่มลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ อาทิ ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน กระบี่ เพื่อพยายามสร้างแนวทางการพัฒนา ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศให้เกิดขึ้นได้ในชุมชน
“ตัวอย่างชุมชนที่ต้องการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก แต่กลับประสบปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง เราต้องศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง เช่น การพัฒนาข้าวอินทรีย์ มีน้ำเพียงพอ โดยที่ไม่ต้องปรับพื้นที่ใหม่ ให้ประโยชน์ป่าชายเลน การจัดการน้ำระหว่างชุมชนเข้ามาช่วย ทำให้ดีขึ้นทำให้ชาวบ้านเกิดแนวคิด แทนที่จะตื่นตระหนกว่าอีกไม่กี่ปีน้ำจะท่วมไปทั้งเกาะจนไม่ทำอะไรเลย” คำแนะนำที่ดีที่สุดจากนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
(จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา)