ใต้อันดามันในวันโลกร้อน : วินิจ รังผึ้ง
(ผู้จัดการออนไลน์ 30 ธ.ค.52)

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาผมมีโอกาสเดินทางไปดำนน้ำในเส้นทางอันดามันเหนือที่ เริ่มต้นจากภูเก็ตแล่นเรือไปดำกันที่หมู่เกาะสิมิลัน ในเขตน่านน้ำพังงา แล้วต่อขึ้นไปเกาะบอน หมู่เกาะสุรินทร์ และกองหินริเชลิว เป็นทริปเปิดฤดูกาลดำน้ำฝั่งอันดามันของผม ซึ่งความจริงแล้วการดำน้ำทางฝั่งทะเลอันดามันนั้นคลื่นลมจะเริ่มสงบเงียบและ เริ่มมีเรือบริการดำน้ำพานักดำน้ำออกไปดำตามหมู่เกาะ ต่างๆกันตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนแล้ว ความจริงต้นเดือนธันวาคมนั้นทะเลน่าจะเรียบ คลื่นลมน่าจะสงบแล้ว แต่เราก็ยังเจอกับคลื่นลมที่ยังไม่สงบนิ่ง อันแสดงถึงความแปรปรวนของสภาวะอากาศและความแปรปรวนของฤดูกาลในวันโลกร้อนได้เป็นอย่างดี
สนามบินภูเก็ตในวันต้นฤดูกาลท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดา มันวันนี้ดูคึกคัก นักท่องเที่ยวนักเดินทางจากแดนไกลเริ่มกลับมาท่องเทีjยวเกาะสวรรค์แห่งนี้ อีกครั้งหลังจากเงียบหายไปเพราะผลกระทบของความขัดแย้งและการชุมนุมในบ้านเมืองของเราในช่วงที่ผ่านมา จนวันนี้รัฐบาลและประชาชนคนไทยสามารถจะคืนความสงบเรียบร้อยให้กับเมืองไทย อันเป็นที่รักของเราได้ระดับหนึ่ง ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจะฟื้นตัว นักท่องเที่ยวก็เริ่มคืนกลับเข้ามา ยิ่งหน้าหนาวปีนี้ภูมิภาคยุโรปและอเมริกามีสภาพอากาศ ปรวนแปรหนาวจัดจนพายุหิมะกระหน่ำกันหลายเมือง ก็เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้คนอีกฟากโลกเดินทางหนี หนาวมาอาบแดดอุ่นชายทะเลบ้านเรามากยิ่งขึ้น
ในส่วนนักท่องเที่ยว นักดำน้ำในแถบภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจากฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ที่เริ่มมั่นใจกับสถานการณ์ในบ้านเมืองของเราก็เริ่ม จะเดินทางกลับเข้ามา เที่ยวกันอย่างคึกคักยิ่งขึ้น และภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่งก็คือ ภาพของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศทั้งฝรั่งและชาวเอเชีย มาเข้าคิวนั่งลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวของเรา ซึ่งทางท่าอากาศยานจังหวัดภูเก็ตได้จัดตั้งโต๊ะลงนาม ถวายพระพรไว้กลางห้อง โถงท่าอากาศยานจนสมุดลงนามถวายพระพรเต็มตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย อันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเคารพศรัทธาที่มี ต่อพระองค์ท่านนั้นมิ ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนไทยเราเท่านั้น แต่ยังสื่อไปถึงผู้คนจากทั่วโลกและผู้มาเยือนจากต่าง แดนได้เป็นอย่างดี
เรือภานุณี ซึ่งเป็นเรือบริการดำน้ำชั้นนำระดับมาตรฐานโลกของคนไทยพาพวกเราออกจากท่าเรือรัษฏาในยามค่ำคืน แล่นสู่หมู่เกาะสิมิลัน ถึงที่นั่นในตอนเช้าตรู่ ก็เริ่มลงดำกันทันที ซึ่งวันแรกของการดำน้ำทะเลยังคงใส คลื่นลมค่อนข้างสงบเงียบดี ใต้ทะเลหมู่เกาะสิมิลันยังคงสวยสดงดงามและเต็มไปด้วย สีสันของปะการังอ่อนสีชมพู สีแดงสดใส และกัลปังหาพัดขนาดใหญ่ ทั้งยังมากมายด้วยฝูงปลานานาชนิดอยู่เช่นเดิม การดำน้ำในวันแรกผ่านไปด้วยความสวยสดงดงาม แต่หลังจากคืนแรกผ่านไปอากาศก็เริ่มเปลี่ยน ด้วยอิทธิพลของความกดอากาศต่ำและมวลอากาศเย็นที่พัดมาจากประเทศจีนเคลื่อนลง มาครอบคลุมทางภาคเหนือและตอนกลางของประเทศและส่งผลกร ะทบตอนปลายๆให้มวลอากาศ เย็นพัดมากระทบกับมวลอากาศร้อนแถวชายฝั่งทะเลอันดามัน จึงทำให้เกิดคลื่นลมแรงขึ้นมา

แทบไม่น่าเชื่อว่าในเช้าวันต่อมานั้นนอกจากคลื่นลมจะ แรงขึ้นแล้วสี ของน้ำทะเลรอบๆหมู่เกาะสิมิลันก็เริ่มมเปลี่ยนไป จากสีฟ้าครามสดใสกลายเป็นสีออกเขียวขุ่นกว่า ซึ่งการดำน้ำในวันนี้ของเราจำเป็นต้องเลือกด้านตะวัน ตกของเกาะ เพราะด้านตะวันออกจะมีคลื่นลม ซึ่งจุดดำน้ำของหมู่เกาะสิมิลันด้านตะวันตกของเกาะใน วันนี้ก็มีอยู่เพียงไม่กี่จุด เพราะทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันได้ประกาศปิดจุดดำน้ำที่เรียกกันว่า แฟนตาซีรีฟ ซึ่งเป็นจุดดำน้ำที่สวยที่สุด ดีที่สุดของหมู่เกาะสิมิลันไปหลายปีแล้ว โดยทางอุทยานฯก็ให้เหตุผลในการปิดว่าเพื่อเป็นการฟื้ นฟูธรรมชาติของโลกใต้ทะเลบริเวณนั้น ซึ่งหลังจากประกาศปิดไปแล้วผมก็ไม่เคยเห็นว่ามีการแถ ลงข่าวผลการศึกษาวิจัย หรือผลการฟื้นฟูของธรรมชาติบริเวณนั้นออกมาสู่สาธารณ ชนให้รับรู้กันบ้างเลย และก็ไม่รู้ว่าจะมีนโยบายปิดกันไปอีกกี่ปีกี่ชาติ ซึ่งการทำงานบริหารจัดการทรัพยากรของชาติโดยหน่วยงาน ของรัฐนั้นมักจะชอบทำกันแบบนี้ ไม่ค่อยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเจ้าของทรัพยากรได้เข้า ไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือแม้แต่รับรู้ข้อมูลใดๆ
จากหมู่เกาะสิมิลันเราย้ายมาดำกันที่เกาะบอน ซึ่งที่นี่น้ำใสกว่าวันที่ผ่านมา แต่เกาะบอนยามต้นฤดูกาลดำน้ำนี้ยังไม่มีปลาใหญ่อย่าง ฉลามวาฬหรือปลากระเบนราหู ที่พบเห็นกันอยู่บ่อยๆในช่วงกลางฤดูกาลดำน้ำ โดยในปีที่แล้วบางทริปมีเจ้ากระเบนราหู ซึ่งเป็นปลากระเบนขนาดใหญ่ว่ายเวียนวนให้นักดำน้ำได้ ชมกันถึง 3-4 ตัวเลยก็มี การว่ายน้ำเคียงคู่ไปกับกระเบนราหูขนาดใหญ่ราว 2-3 เมตรนั้นมันเป็นความตื่นเต้นที่สุดจะบรรยาย แต่เมื่อเจ้ายักษ์ใหญ่แห่งโลกสีครามยังไม่แวะเวียนเข้ามา เกาะบอนจึงไม่ค่อยจะมีอะไรให้ชมกันนัก เราจึงดำกันที่นั่นแค่เพียง 2 ไดฟ์ แล้วแล่นเรือขึ้นเหนือต่อมายังกองหินริเชลิว
แต่เมื่อสังเกตคลื่นลมที่ท้องทะเลยังปั่นป่วน คลื่นยังมีขาด1-2 เมตร การดำน้ำที่กองหินกลางทะเลที่ไม่มีแนวเกาะบังคลื่นลม ท่าจะไม่เป็นการดีแน่ เราจึงต้องเปลี่ยนแผนแวะเข้ามาดำกันที่อ่าวผักกาด หมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งที่นั่นยังมีแนวปะการังโครงสร้างแข็งที่อุดมสมบูรณ์ มีฝูงปลาสวยงามในแนวปะการังให้ชมมากมาย ซึ่งเราดำน้ำกันที่หมู่เกาะสุรินทร์จนวันสุดท้ายคลื่ นลมเบาบางลงจึงแล่นเรือมาดำกันที่กองหินริเชลิวเป็นการปิดท้าย กองหินกลางน้ำแห่งนี้ยังคงเป็นกองหินที่อุดมสมบูรณ์ไ ปด้วยปะการัง กัลปังหา และเป็นแหล่งชุมนุมของฝูงปลาจำนวนมากมาย ทั้งฝูงปลาสากขนาดใหญ่แต่ละตัวยาวราว 1 เมตร ว่ายเวียนกันมาเรียงรายนับร้อยตัว ฝูงปลากะมงว่ายเวียนอวดลำตัวสีเงินแวววาว ฝูงปลากล้วยสีเหลืองนับพัน แถมด้วยเจ้าหมึกกระดองที่แสนจะเชื่องว่ายจับคู่เคลีย คลอกันอย่างสวยงาม หินริเชลิวยังเป็นกองหินงดงามเต็มไปด้วยสรรพชีวิตใต้ ท้องทะเลที่ไม่ทำให้ใครผิดหวัง เพียงแต่น่าเสียดายที่สภาพอากาศและคลื่นลมเปิดโอกาสให้เราลงดำที่นี่กันน้อย ไปหน่อยเท่านั้น
ท้องทะเลอันดามันในวันที่สภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง ปรวนแปรอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้ฤดูกาลไม่นิ่ง ท้องทะเลอันดามันยังไม่สงบเงียบปลอดจากคลื่นลม อันเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางท่องเที่ยวและดำน้ำพอสมควร ก็หวังว่าหลังปีใหม่ท้องฟ้าจะสดใส ท้องทะเลจะสงบเงียบและเต็มไปด้วยสีสันเหมือนเช่นเคย ใครแวะเวียนไปเที่ยวไปดำน้ำล่าสุดกลับมาก็อย่างลืมบอ กกล่าวรายงานกันมาด้วย ครับ