กระทรวงทรัพยากรฯ 2552 เกือบดี และ บีบวก???
(เว็บไซต์มติชน 31 ธ.ค.52)
ปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่ปรากฎเป็นข่าวทั้งในเชิงบวกและในแง่ลบมากที่สุดในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) คือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รองลงมาก็คือ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อันดับสาม คือ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ตามมาด้วยกรมทรัพยากรน้ำ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ตามลำดับ หน่วยงานที่เหลืออย่างกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี มีข่าวบ้างบางโอกาส แต่สำหรับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแล้ว ปี 2552 ที่ผ่านมาทั้งปีแทบจะไม่มีข่าวคราวอะไรเลย
แต่เรื่องของการเป็นข่าวมากและบ่อยครั้งก็ใช่ว่าจะแสดงถึงการมีผลงานโดดเด่น เพราะบางหน่วยงานที่มีข่าวออกมาก็แค่ความตื่นเต้นหวือหวา สร้างปรากฎการณ์ให้ผู้คนรู้จักแค่ชั่วข้ามคืน ไม่นานข่าวหวือหวาเหล่านั้นก็จะถูกลืม
สุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีผู้กุมบังเหียนใน ทส.เปิดใจว่า ถ้าให้คะแนนการทำงานของตัวเองในปีที่ผ่านมา เขาประเมินตัวเองให้ได้แค่บีบบวกเท่านั้น
"มีอีกหลายเรื่องที่ผมยอมรับว่าทำแล้วแต่ยังได้ผลไม่ดีนัก" รัฐมนตรียอมรับสารภาพ
เรื่องการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ต้องดูกันยาวๆ ดูกันในช่วงเวลาสั้นๆ อาจประเมินอะไรไม่ได้มาก แต่จุดเริ่มต้นของการกระทำก็ทำให้ผู้จับตามองสามารถคาดเดาอะไรบางอย่างได้มากพอสมควร
ผลงานที่พอจะอวดใครต่อใครเขาได้สำหรับ ทส.ภายใต้การบริหารงานของนายสุวิทย์ที่ทุกคนยอมรับคือ การประสานงานกับต่างประเทศ อย่างเรื่องการประชุมการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่ทางคณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCC เชิญให้ผู้นำและคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของแต่ละประเทศ จากหลายประเทศเข้าร่วมประชุมนายสุวิทย์ได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะทำงานของประเทศไทย เข้าเจรจาต่อรองกับประเทศอื่นๆ ได้ค่อนข้างดี
ค่อนข้างดี หมายถึง รู้รายละเอียดเนื้อหาที่จะประชุมและลูกเล่นลูกไล่ในการต่อรองกับประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยตัวเอง และสามารถให้คำแนะนำลูกทีมให้ดำเนินการได้เองตามความเหมาะสม ไม่ต้องมีพรายมาคอยกระซิบแนะนำนั่นนี่ให้รำคาญลูกตาเหมือนคนอื่นๆ
แม้การเจรจาต่อรองเพื่อให้ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรปยอมลดปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกลง ตามที่ระบุเอาให้ในอนุสัญญาฉบับต่างๆ ที่ชาวโลกเราตกลงว่าจะทำร่วมกันไม่เฉพาะอนุสัญญาเกียวโตเท่านั้น รวมไปถึงให้การช่วยเหลือด้านต่างๆ ทั้งเงินทุนและเทคโนโลยีแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะไม่ได้ผลเลย แต่ทำให้หลายคนรู้ว่า ทุกคนที่ไปร่วมประชุมและเจรจาทำเต็มที่กับมันแล้ว
นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของ ทส.มาตลอดบอกว่า ยอมรับว่าบทบาทของนายสุวิทย์ในเรื่องการทำงานกับต่างประเทศนั้น ค่อนข้างดีและมีผลงานที่ยอมรับได้
เรื่องดีที่ยอมรับได้อีกอย่างของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงสิ่งแวดล้อมคือ การทำงานด้านปราบปราม เพราะได้ให้นโยบายหลักแก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเลยว่าเห็นทำผิดกฎหมายทั้งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติเมื่อไหรให้จัดการขั้นเด็ดขาดทันที
แต่ถึงเจ้าหน้าที่จะถูกกำชับให้มีความเข้มงวด แต่มีหลายครั้งมีข่าวการลักลอบต้นไม้ ขนไม้เถื่อน ลักลอบค้า ฆ่าสัตว์ป่า ทั้งสัตว์ใหญ่ สัตว์น้อยปรากฎทางหน้าหนังสือพิมพ์ และหลายครั้งเหลือเกินที่กระบวนการเหล่านั้นมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมอยู่ในทีมด้วย
ตลอดปี 2552 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ข้าราชการใน ทส.ระส่ำระสายมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทช. ที่มีการโยกย้ายกันบ่อยมาก ตลอดปี 2552 มีการแต่งตั้งโยกย้ายอธิบดีใน ทช.ถึง 3 คนด้วยกัน ย้ายไปย้ายมาล่าสุดนายสุวิทย์สั่งย้าย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ที่เพิ่งเข้าดำรงตำแหน่งเพียง 49 วันให้ไปเป็นอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและไม่ได้แต่งตั้งใครให้ไปเป็นอธิบดีต่อจากนั้นเลย ปัจจุบันมีเพียง นายประวิม วุมิสินธ์ รองอธิบดีนั่งรักษาการแทน
ความระส่ำระสายของข้าราชการกรมกองต่างๆ ใน ทส.มิใช่อยู่เพียงแค่ ทช.เท่านั้น กรมอุทยานแห่งชาติฯ ก็โยกย้ายกันเป็นว่าเล่น ทั้งระดับผู้อำนวยการเขตและสำนักต่างๆ แต่ล่าสุดได้ย้าย นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานฯ ไปนั่งเป็นอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และให้ นายศิริพงษ์ หังสพฤกษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำไปเป็นรองปลัดกระทรวง
มีคำถามเกิดขึ้นว่าย้ายกันทำไมนักหนาและเพื่ออะไร กรมอื่นยังพอฟังได้ แต่สำหรับทช.นั้น เวลานี้ทั้งข้าราชการและลูกจ้างไม่เป็นอันทำงาน เพราะไม่มีนโยบายอะไรออกมาชัดเจน ไม่มีหลัก ไม่มีผู้นำ มีแต่เสียงบ่นว่า มันอะไรกันนักกันหนากรมของเรา
นายสุวิทย์เคยอ้อมแอ้มตอบคำถามเรื่องการโยกย้ายหลายล็อตที่ผ่านมาว่า เพราะต้องการปรับโครงสร้างหน่วยงานที่ทำงานด้านทรัพยากรอย่าง ทช.กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ให้แน่นกว่านี้ และกำลังให้ นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัด ทส.ศึกษาเรื่องการยุบรวมกรมทั้ง 3 กรม เพราะมีข้อมูลว่าการให้ทั้ง 3 หน่วยงานรวมเข้าด้วยกันจะทำให้การบริหารทรัพยากรทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งน้ จำเป็นต้องโยกย้ายคนที่อยู่สูงสุดในกรมนั้นออกเสียก่อนมิฉะนั้นอาจจะมีอุปสรรค์ในการศึกษาความเหมาะสมได้
แต่หลายคนก็อดข้องใจไม่ได้ว่า ถ้าเป็นจริงอย่างที่นายสุวิทย์อ้างแล้วทำไม นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ จึงยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เพราะกรมป่าไม้เองเป็นหนึ่งใน 3 กรมที่จะถูกยุบรวมด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ประเมินแล้ว นายสุวิทย์ยังสอบไม่ผ่าน
สำหรับปัญหามลพิษในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกระทรวง และ ทส.ก็เป็นหน่วยงานหลักหน่วยงานหนึ่งที่ต้องเข้าไปมีหน้าที่ตรงนี้ง
เวลานี้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดกำลังจะถูกแก้ไขให้เป็นไปในทางที่ดี แต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ต้นน้ำอย่าง สผ.ซึ่งจะต้องดูแลรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) นั่นคือ โรงงานไหนทำอีไอเอไม่ผ่าน จะดำเนินการไม่ได้ แต่ปัญหาที่สั่งสมมานานจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ มาจากโรงงานจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ มาจากโรงงานที่ทำอีไอเอผ่านแล้ว เมื่อถึงเวลาเปิดโรงงานกลับไม่ปฏิบัติตามที่ได้เขียนไว้ในอีไอเอนั้น ขณะที่ สผ.เองก็ไม่ได้ติดตามตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติงานตามอีไอเอหรือไม่
หลายต่อหลายโรงงานปล่อยนั้นออกมานิดปล่อยนี่ออกมาหน่อย หรือบางโรงงานก็ปล่อยออกมาทีเดียวมากเลย สะสมมาเรื่อยๆ มาบตาพุดเลยกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมลพิษ
กรมที่ต้องทำงานปลายนิ้วกับพื้นที่นี้อย่างคพ.ก็ต้องตามเก็บ ตามตรวจ ตามแก้ปัญหาทุกครั้ง เมื่อสารนั่น ก๊าซนี่รั่ว แต่หลายครั้งที่ไปตรวจแล้วแต่ก็หาตัวการไม่ได้ว่าโรงงานไหนที่มันปล่อยมลพิษออกมา
ถามว่า เรื่องของมาบตาพุดถือเป็นจุดอ่อนสำหรับการทำงานของ ทส.หรือไม่
นายสุวิทย์บอกว่า หลายคนอาจจะคิดแบบนั้น แต่ถ้าดูขั้นตอนการทำงานแล้วอะไรที่ ทส.ทำได้สำหรับการเยียวยาแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ก็จะทำทันที ติดอยู่ทีว่า เรื่องนี้มีหลายหน่วยงานที่มาร่วมกัน เซ่นเมื่อรัฐบาลตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุดขึ้นมา อะไรที่ทำได้ ทส.ก็จะทำทันที เช่นการทำประกาศกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมจะใช้ทันที แต่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้ขอให้ระงับไว้ก่อน
"สิ่งที่เราจะต้องทำในอนาคตอันใกล้นี้คือการตั้งหน่วยงานขึ้นมาติดตามตรวจสอบภายหลังจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาให้อีไอเอผ่านแล้ว จะติดตามว่า โรงงานนั้นๆ ปฏิบัติตามที่ได้เขียนไว้ในอีไอเอหรือไม่"
รองประธานกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เกี่ยวกับเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในมาบตาพุดนั้น สผ.น่าจะเข้าไปมีบทบาทให้มากกว่านี้ เพราะ สผ.เองมีอำนาจหลักคือการพิจารณาอีไอเออยู่ในมือ หากอีไอเอไม่ผ่านก็ไม่สามารถประกอบการได้
"ในแง่การดูแลสิ่งแวดล้อมของพื้นที่มาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่อาจจะมีปัญหาตามมาในอนาคตนั้น สผ.ต้องเป็นแกนหลักที่จะเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาล ต้องเป็นทั้งพลังสมองและความคิด เพราะมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญมากมายที่มีความรู้ในการทำงานด้านนี้ แต่ที่ผ่านมานั้นไม่ได้ทำเต็มที่อย่างที่ควรจะทำ" นายนริศกล่าว
เรื่องอื่นๆ ที่คณะกรรมาธิการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังติดใจสำหรับการบริหารงานภายใต้การกุมบังเหียนของนายสุวิทย์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คือ ทส.ยังไม่ได้ทำแนวเขตป่าให้ชัดเจน ระหว่างเขตป่าสงวนฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากับพื้นที่ของเอกชนซึ่งตามนโยบายกำหนดว่าจะต้องดำเนินการให้ได้ 200 กิโลเมตรใน 1 ปี เรื่องนี้มักจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชนหลายครั้งและไม่จบไม่สิ้น
รวมไปถึงเรื่องการทำชลประทานระบบท่อสำหรัรบ 80,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ที่เวลานี้ ทส.อยู่ระหว่างการสำรวจความคิดเห็นและความต้องการ ว่าพื้นที่ไหนต้องการระบบชลประทานแบบนี้บ้าง ตั้งเป้าว่าจะใช้เงินจากโครงการไทยเข้มแข็ง ยังไม่ทราบจำนวนเงิน เพราะไม่รู้ว่าจะมีพื้นที่ใดตอบรับว่าต้องการโครงการนี้บ้าง
เรื่องนี้ต้องจับตาดูอย่างกระชั้นชิดในปีหน้า 2553
โดยสรุป 1 ปีที่ผ่านมา ทส.ยังมีอาการน่าเป็นห่วง ถ้าเป็นคนไข้ก็ถือว่า อาการยังทรงๆ ค่อนไปในทางทรุดมากกว่าที่จะกระเตื้องขึ้น