คอลัมน์: เปิดฟ้า..ส่องโลก: ภาวะโลกร้อนกับโลกอนาคต
(เว็บไซต์ไทยรัฐ 22 ธ.ค.52)
นิติภูมิ นวรัตน์
ผู้อ่านท่านหนึ่งมีอีเมล์มาถามนิติภูมิว่า การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโตสมัยที่ 5 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ไม่ประสบความสำเร็จนั้น ต่อไปในอนาคต โลกของเราใบนี้จะประสบพบชะตากรรมอย่างไร?
นิติภูมิขอนำข้อมูลจากรายงานฉบับที่ 4 ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
หรือไอพีซีซี
มารับใช้ดังนี้ครับ
อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นอีก 1.8-4 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย น้ำในทะเลจะสูงขึ้น แม้ว่าจะสูงขึ้นไม่มาก แต่น้ำทะเลจะหนุนน้ำที่ไหลจากแม่น้ำให้เอ่อล้นตลิ่ง เกษตรกรที่เคยมีพื้นที่เกษตรกรรมก็จะไม่มีพื้นที่อีกต่อไป เพราะจะถูกน้ำท่วมหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำแยงซีของจีน แม่น้ำแดงในเวียดนาม แม่น้ำคงคา-พรหมบุตรในบังกลาเทศ ฯลฯ
น้ำท่วมจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของภูมิภาคเอเชียใต้หายไป 30% ผู้คนในทวีปเอเชีย 120-1,200 ล้านคน จะทุกข์ทรมานจากการโดนน้ำท่วม พอถึง พ.ศ.2593 น้ำท่วมจะทำให้คนเอเชีย 185-981 ล้านคนไม่มีที่ทำกิน
อุณหภูมิโลกสูงขึ้น แมลงวันจะเยอะมากขึ้น อหิวาตกโรคจะแพร่ขยายกระจายไปมากกว่าเดิม ยุงที่ไม่เคยบินว่อนไปมาในเขตหนาว เมื่ออากาศอุ่นขึ้น คราวนี้ยุงก็จะบินได้ในพื้นที่ทางเหนือและใต้ของโลก โรคมาลาเรียจะระบาดมากขึ้น
มากมายหลายพันเป็นหมื่นปี ที่น้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยยังคงสภาพเป็นธารน้ำแข็งไว้ได้ แต่ในห้วงช่วง 100 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และใช้พลังงานจากฟอสซิลราคาถูกมากขึ้น ทำให้โลกนี้เต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น ธารน้ำแข็งที่มีขนาดไม่ถึง 4 ตารางกิโลเมตร ก็จะละลายหายไป น้ำแข็งละลายอย่างไว ก็ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำไหลลงมาอย่างไว ก็ทำให้ชะดินโคลนลงมาด้วย ทำให้เกิดโคลนถล่ม เมื่อน้ำแข็งหมดไป อ้าว คราวนี้น้ำในแม่น้ำไม่มีแล้ว
พ.ศ.2552 คนอินเดียมีน้ำใช้ต่อหัวประมาณ 1,900 ลูกบาศก์เมตร แต่เมื่อน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายหมดแล้ว พ.ศ.2568 คนอินเดียจะเหลือน้ำให้ใช้เพียงคนละ 1,000 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
53 ประเทศในทวีปแอฟริกา มีโรงงานน้อยกว่าที่มีอยู่ในทวีปอื่นเยอะ และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซต์ ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรต์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุด แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น ทุกประเทศในทวีปแอฟริกานี้กลับโดนกระทบมากที่สุด
ปัจจุบันทุกวันนี้ คนแอฟริกันที่อาศัยในประเทศใกล้ทะเลทรายซาฮารา ขาดแคลนอาหารประมาณ 25% ของคนที่ขาดแคลนอาหารทั่วโลก จากการวิจัยและคำนวณกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน หากโลกร้อนขึ้นอีกเพียง 3 องศาเซลเซียส ความแห้งแล้งจะแผ่ปกคลุมพื้นดินกินพื้นที่กว้างกว่า 9 แสนตารางกิโลเมตร โลกร้อนขึ้น ทำให้ภูมิภาคแอฟริกามีฤดูเพาะปลูกหดสั้นลง พ.ศ.2623 คนแอฟริกัน 90% ของประชากรทั้งหมด จะขาดทั้งอาหารและน้ำดื่มอย่างรุนแรง
ถ้าอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นจาก พ.ศ.2533 เพียง 2 องศาเซลเซียส โรคพวกนี้จะระบาดหนักและรุนแรงมากขึ้นคืออหิวาตกโรค เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และไข้เลือดออก
ประเทศต่างๆทางทวีปยุโรปซึ่งแต่เดิมมีอากาศหนาว ภาวะโลกร้อนจะทำให้อุณหภูมิทางยุโรปเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น มีฤดูเพาะปลูกยาวนานขึ้น
พื้นที่ทางการเกษตรจะมากขึ้น และแน่นอนครับ ป่าไม้ ทางยุโรปจะมีอาณาเขตกว้างขวางขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ในทวีปยุโรปจะมีมากขึ้น
แต่อากาศร้อนทำให้หิมะละลาย การท่องเที่ยวบางอย่างจะลดน้อยถอยลงไป หิมะละลาย ไม่มีหิมะก็เล่นสกีไม่ได้ หิมะละลายไวก็ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน พอถึงหน้าร้อน อ้าว ก็ให้เกิดคลื่นความร้อนเกิดขึ้นอย่างรุนแรงมากขึ้น อย่างที่เคยเกิดในอินเดีย ทำให้คนตายไปทั้งหมู่บ้าน เมื่อไม่กี่ปีก่อนก็เกิดคลื่นความร้อนในทวีปยุโรป ทำให้คนตายไปเยอะเหมือนกัน
ประเทศหมู่เกาะต่างๆ ไม่ว่าจะไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาะเซาท์จอร์เจีย และหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช (ดินแดนปกครองตนเองของสหราชอาณาจักร) เกาะเวก (ดินแดนของสหรัฐอเมริกา) หรือหมู่เกาะวาลลิสและเกาะฟุตูนา (ดินแดนของฝรั่งเศส) พวกนี้จะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการที่น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรวดเร็ว ป่าชายเลนและแนวปะการังจะถูกทำลายไปอย่างไวเหมือนกัน
น้ำในทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้สัตว์บางพันธุ์ที่เคยมีชีวิตอยู่ใต้ท้องทะเลอย่างสงบและมีความสุขต่อเนื่องมานานหลายหมื่นปี จะตายหายสิ้นสูญพันธุ์ไปด้วย
ผู้อ่านท่านที่เคารพครับ ภาวะโลกร้อนทำร้ายโลกมนุษย์ใบนี้ของเราได้อย่างรวดเร็ว หากมนุษย์ทุกคนไม่ช่วยกันแก้ โอกาสที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะสูญพันธุ์ในอนาคตอีกหลายร้อยปี หรือพันปี ก็มีครับ