วิกฤติ "โลกร้อน" มหันตภัยใกล้ตัวคนไทย
(เดลินิวส์ 1 ม.ค.53)
โลกร้อน" กลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ที่หลายประเทศกำลังให้ความสนใจที่อาจจะส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติ ไม่เว้นแม้แต่ "กรุงเทพมหานคร"เมืองหลวงของประเทศไทยที่มีพื้นที่ติดทะเลที่อาจจะจมอยู่ใต้บาดาลภายใน 8 ปีข้างหน้า
ดูเหมือนกระแสดังกล่าวจะน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อผลการศึกษาของสถาบันเวิลด์วอทช์ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ศึกษาวิจัยด้านสภาพแวดล้อมทั่วโลก ระบุว่า จากการศึกษาของสหประชาชาติ
(UN)และอีกหลายสถาบัน พบว่า เมืองที่มีที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญกับอันตรายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพิบัติภัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกโดยเฉพาะเมืองชายฝั่ง 21 แห่ง จากทั้งหมด 33 แห่งที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนประชากรสูงถึง 8 ล้านคนภายในปี2558 มีความเปราะบางสูงมากที่จะถูกน้ำท่วม หนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงต่อภัยนี้คือ กรุงเทพมหานคร
สอดคล้องกับข้อมูลของ คณะทำงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า ความพยายามในการควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกินกว่า 2 องศา จำเป็นต้องควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกไม่ให้เกิน 450 ส่วนในล้านส่วนซึ่งปัจจุบันตัวเลขปริมาณก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ประมาณ 380
ppm และมีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ppm ต่อปี
ต้องยอมรับว่า "โลก" ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่ทำให้องค์ประกอบในบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป มีการปล่อยเผาผลาญเชื้อเพลิงต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเป็น 2 เท่า มีผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อชีวิตและระบบนิเวศวิทยาเปลี่ยนไป ทำให้เกิดพายุ ลมฟ้าคะนองมากขึ้นและมีความรุนแรงขึ้นด้วย รวมทั้งทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเป็นผลทำให้เกิดน้ำทะเลสูงขึ้นตามด้วย
ดังนั้นถ้ายังไม่มีมาตรการใด ๆออกมา โลกจะต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่อาจคาดฝันได้ในระยะเวลาอันใกล้ ประมาณ30-40 ปี
หากย้อนกลับมามองที่ประเทศไทยมองเฉพาะในเมืองหลวง "กรุงเทพมหานคร" ปัจจุบันประสบปัญหาเรื่องน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นและโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมจากการหนุนของน้ำทะเลเป็นไปได้สูง ซึ่งนักวิชาการด้านธรณีวิทยาเคยกล่าวไว้ว่า มาจาก 2 สาเหตุด้วยกัน คือ 1. เกิดจากพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ มีการทรุดตัวอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนดินเลน 2.น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือละลาย ทำให้ปริมาณน้ำทะเลสูงขึ้นและเพิ่มขึ้นทุกปี
ขณะเดียวกันองค์การสหประชาชาติวิเคราะห์ไว้ว่า ภายใน 10-15 ปี น้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น 1-1.5 เมตร จะทำให้แผ่นดินทรุดตัวลง รวมทั้งจาก กรมแผนที่ทหาร ได้แสดงพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่กำลังทรุดตัวลง โดยพื้นที่ที่มีการทรุดตัวลงมากที่สุดอยู่บริเวณ เขตบางกะปิ ซึ่งมีการทรุดตัวไปแล้วประมาณ 100 เซนติเมตร
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยรังสิตบอกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับสภาวะโลกร้อนกำลังสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่หลายประเทศ หลายคนสงสัยว่า ในปี ค.ศ. 2012 จะเป็นปีสิ้นโลกจริงหรือไม่ หากมองในมุมวิทยาศาสตร์ คงไม่สามารถยืนยันเวลาได้แน่นอน แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าในอีก 100 ปี ข้างหน้ามีความเป็นไปได้ที่โลกจะต้องเผชิญกับหายนะที่เลวร้ายที่สุด
สำหรับประเทศไทยในระยะ 2-3 ปีสิ่งที่ต้องระวังมี 2 เหตุการณ์คือ พายุไต้ฝุ่นหรืออาจเป็น ซูเปอร์ไต้ฝุ่นแม้จะมีโอกาสพัดเข้าประเทศไทยโดยตรงน้อย แต่ผลพวงของอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะทะเลจีนใต้ทำให้พายุมีความรุนแรงมากขึ้น มีปริมาณฝนตกมากขึ้น ส่วนเหตุการณ์ที่ 2 คือ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ที่ทำให้เกิดคลื่นสึนามิพัดเข้า ชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออกรวมทั้งบริเวณ อ่าวไทยโดยมีจุดกำเนิดแผ่นดินไหวบริเวณ ประเทศฟิลิปปินส์ที่อยู่ห่างไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร
"แม้ว่าเราจะมีเวลาในการเตือนภัยล่วงหน้าแต่ก็เป็นอันตรายมากถ้าประชาชนไม่ตระหนัก และไม่หนีไปอยู่ในที่สูง และแม้ว่าความสูงคลื่นสึนามิจะไม่มาก เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันแต่คลื่นสึนามิเป็นคลื่นยาวที่มีพลังงานมากกว่าคลื่นชายหาดทั่วไป เปรียบได้กับรถไฟกับรถยนต์ที่วิ่งมาชนกัน หากประชาชนไม่หนีขึ้นฝั่งต้องเป็นอันตรายถึงชีวิตแน่นอน"
สำหรับระยะปานกลางภายใน 10 ปีรศ.ดร.เสรี กล่าวเตือนว่า คงจะหนีเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่ได้ เพราะจากข้อมูลปริมาณน้ำฝน
ปริมาณน้ำเหนือในฤดูน้ำหลาก ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 10-15 เปอร์เซ็นต์ การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินพื้นที่ชุ่มน้ำลดลงจาก 60 เปอร์เซ็นต์ เหลือ25 เปอร์เซ็นต์ การทรุดตัวของแผ่นดินประมาณ 2-10 ซม.ต่อปี และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลประมาณ 2-3 มม.ต่อปีปัจจัยต่าง ๆ ที่สำคัญเหล่านี้จะส่งผลให้พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความล่อแหลมมากขึ้น และสิ่งที่สำคัญเป็นความยากลำบากในการบริหารจัดการมาตรการต่าง ๆ ที่เตรียมไว้จะไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอนาคตจะมีความรุนแรงและสลับซับซ้อนจนยากที่จะแก้ไข
สุดท้ายปัญหาดังกล่าวคนไทยสามารถช่วยกันแก้ไขเพื่อไม่ให้ได้ผลกระทบแต่ต้องร่วมมือกันรักษาสมดุลทางธรรมชาติให้คงอยู่ตราบนานเท่านานตามมาตรการดังต่อไปนี้
1. ร่วมกันใช้ก๊าซธรรมชาติแทนถ่านหินและน้ำมันในกระบวนการผลิตและการขนส่งต่าง ๆ เพื่อลดปริมาณการปล่อยออกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยลง
2. ใช้พลังงานทดแทน เช่น จากแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล
3. รักษาป่าที่มีอยู่ให้คงอยู่ต่อไปฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรม ปลูกป่าเพิ่มเติม
4. ศึกษาและปรับปรุงวิธีการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดของพืช
5. ใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและครัวเรือน
6. เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการคมนาคม ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทดแทนเชื้อเพลิง หรือปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เป็นต้น