พลังนี้เพื่อโลมา
(เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ 1ม.ค.52)
กตัญญู บุญเดช
ท่วงท่าร่ายรำ ระบำใต้น้ำ โผล่มาทักทายผู้คนอย่างสนุกสนานของโลมาสีชมพู หรือ โลมาหลักโหนกบริเวณอ่าวบ้านนางกำ ไปจนถึงอ่าวท้องโหนด ในพื้นที่ อ.ขนอม จ.นครราชสีมา เป็นไปอย่างอิสระ ราวกับกำลังสื่อให้เห็นถึงความสุขกับท้องทะเล กันอเป็นที่รักและเป็นบ้านผู้คนที่เฝ้ามองต่างได้รับความสุขและเพลิดเพลินไปกับโลมาสีชมพู
เนื่องจากพฤติกรรมของโลมาสีชมพูชอบอยู่บริเวณชายฝั่ง หรือบริเวณที่มีความลึกไมเกิน 20 เมตร โลมาสายพันธุ์นี้ชอบอาศัยประจำที่หรืออพยพไม่บ่อยนัก และอาศัยไม่ห่างจากชายฝั่งเกินระยะ 1 กิโลเมตร ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นได้โดยง่าย โดยมักจะพบเห็นตั้งแต่ตอนเช้า ด้วยสีสันที่แปลกตา สีเทาขาว สีดำ และสีชมพู ตัวอ่อนจะมีสีเข้มตัวเต็มวัย ยิ่งแก่เท่าไหร่สีผิวจะยิ่งเป็นสีชมพูมากขึ้น บริเวณผิวด้านล่างจะเป็นจุดๆปละมีสีที่สว่างกว่าด้านบน ทำให้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ากำลังจะสูญสิ้น หากระบบนิเวศใต้น้ำแห่งนี้ถูกทำลาย
ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นคือ ธุรกิจท่องเที่ยวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปดูโลมาจำนวนมาก บางครั้งอัตราส่วนของเรือและโลมาอยู่ที่ โลมาสองตัวถูกล้อมรอบด้วยเรือท่องเที่ยวนับสิบลำ เรือประมงขนาดใหญ่ที่เข้ามาจอดบริเวณนี้ นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังรบกวนทรัพยากรในละแวกดังกล่าวอีกด้วยเพราะมีการใช้อวนขนาดใหญ่คราดหอย สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย รวมไปถึงปะการง ใต้ท้องทะเล
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดโครงการมอบทุนกำหนดเขตทางทะเลเพื่ออนุรักษ์โลมาสีชมพู และทรัพยากรทางทะเลในบริเวณอำเภอขนอม ภายใต้ความร่วมมือระหว่างโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (BRT)ร่วมกับ บริษัทโททาลอีแอนด์พี ไทยแลนด์ มูลนิธิไททาลสาธารณรัฐฝรั่งเศสและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประโยชน์ของทุ่นที่สำคัญคือ ลดความขัดแย้งระหว่างชาวประมงชายฝั่งกับเรือประมงเชิงพาณิชญ์ที่มีขนาดใหญ่หากประมงเชิงพาณิชย์ผ่านบริเวณที่ระดับความลึกของน้ำไม่มาก จะช้อนเอาหน้าดินไป ทั้งนี้ยังใช้เป็นทุ่นแนวเขตช่วยดูแลโลมาส่วนหนึ่ง เป็นทุนผูกเรือ เพราะชาวประมงเวลาดับเครื่องเรือแล้ว ต้องทิ้งสมอหากมีทุ่นจึงสามารถผูกกับทุ่นได้เลยไม่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
"จากการศึกษา โลมามีแนวโน้มการตายปีละสองตัว จากที่พบในงานวิจัยทั้งหมด 49 ตัวถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงหมด การวางทุ่นจึงเป็นเหมือนตัวบอกทาง บอกขอบเขตไม่ให้เรือใหญ่เข้ามาคุกคาม นอกจากนั้นทางชุมชนเองก็ต้องช่วยกันรักษาทุ่นนี้ไว้ เป็นการบอกว่าเขตนี้โลมาอยู่ ทำให้กิจการท่องเที่ยวของเขาก็อยู่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ โลมามีที่อยู่อาศัยชาวประมงได้ทำธุรกิจท่องเที่ยว มีรายด้ เข้ามาในชุมชน ประมงท้องถิ่นก็ยังอยู่ได้ เป็นการอนุรักษ์แบบองค์รวม หากมีการจัดระเบียบการชมโลมาที่เป็นระบบ ก็จะช่วยในการอนุรักษ์ได้ดียิ่งขึ้น"สุวัตน์ จุฑาพฤทธิ์นักวิจัยประชากรโลมาสีชมพู อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราชเล่า
ปกติโลมาสีชมพูตกลูกปีละ 1 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงดูทารกสองปี ถึงพร้อมที่จะมีตัวใหม่ได้โลมาหนึ่งตัวสามารถมีลูกได้สองถึงสามรุ่น จึงไม่สมดุลกับแนวโน้มการตาย
ดังนั้นการวางทุ่นจึงเป็นขั้นตอนเบื้องต้นที่จะช่วยในการอนุรักษ์ระบบนิเวศของชุมชนชาวขนอม หากแต่กระบวนการสำคัญที่จะทำให้ระบบนิเวศแห่งนี้สมบูรณ์อย่างยั่งยืนก็คือกระบวนการของมนุษย์
พิมพาพร ทองแซม ผู้ประสานงานชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเล เล่าว่า ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และโลมาก็ลดลง สาเหตุมาจากการรู้เท่าไม่ถึงการของคนในท้องถิ่นที่พานักท่องเที่ยวเข้าไปดู ขาดความรู้ความเข้าใจผู้ประกอบการเห็นแต่ละผลประโยชน์ที่ตัวเองได้รับ ไม่ได้นึกถึงผลกระทบที่จตกอยู่กับโลมา
"ก็เริ่มทำกิจกรรมทุกปี เช่น โครงการอนุรักษ์โลมา อนุรักษ์หญ้าทะเล โครงการอบรมเยาวชน โครงการทำความสะอาดชายหาดโครงการถนนสวย น้ำใส และการให้ความรู้กับชุมชนก็เป็นส่วนหนึ่ง เป้าหมาย คือให้ชุมชนรู้จักคุณค่าของทรัพยากรหน้าบ้านของตัวเอง และรู้จักการอนุรักษ์เพื่อการใช้อย่างยั่งยืน เริ่มแรกอบรม 80-100 คน ตอนนี้เริ่มมีสมาชิกสมทบเยอะ โครงการที่มีการอบรมเยาวชนจะมีการแจ้งไปทางโรงเรียนต่างๆทั้งประถม และมัธยมอบรมชาวบ้านที่ทำการท่องเที่ยวพานักท่องเที่ยวไปดูโลมาอย่างถูกวิธีหากเจอโลมา ให้ดับเครื่องเอาหางขึ้นและลอยลำ"
ชมรมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลก่อตั้งเมื่อปี 2542 โดยสำนักส่งเสริมของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
จากกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้กับชุมชนสามารถสร้างพลังแห่งการอนุรักษ์ระบบนิ้วศภายในถิ่นฐานบ้านเกินของชาวขนอม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบอาชีพที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรทางทะเล หรือแม้แต่เยาวชนที่มีความผูกผันกับผืนน้ำอันเป็นที่รัก
สุทธิเดช เกศมี หรือเบียร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยราชมงคลศรีวิชัยวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการสาขาวิชาการจัดการทั่วไป ชั้นปีที่ 1 เล่าว่า
"เมื่อประมาณปี 2549 มีกิจกรรมเยาวชนรักษ์ทะเลไทย ผมได้เข้าร่วมและได้เรียนรู้ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นโลมาในขนอม แนวหญ้าที่เป็นอาหารให้โลมาไม่ทำลายหญ้าทะเล ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นประมงชายฝั่งแบบง่ายๆ ชาวบ้านให้ความร่วมมือดีเช่นใช้อุปกรณ์จับสัตว์น้ำไม่เล็กเกินไป เพราะสัตว์เล็กจะติดไปด้วยเป็นการทำลายธรรมชาติ"
ส่วน สนุน แดงสวัสดิ์ อายุ 63 ปี อาชีพประมงและนนำนักท่องเที่ยวชมดลมาสีชมพูเล่าว่า แต่ก่อนเราจะเห็นโลมาสีชมพูเยอะกว่านี้ แต่ทุกวันนี้บางวันก็ไม่เห็น อยู่ตำบลท้องเนียนมาตั้งแต่เกิด ธรรมชาติเปลี่ยนไปมาก
"ทะเลที่นี่สำคัญกับลุงมาก เพราะอยู่กับทะเลมาตั้งแต่เด็ก ลุงได้อะไรหลายอย่างจากทะเล ถ้าไม่มีทะเล ไม่มีสัตว์น้ำคิดไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นยังไง ก็คงต้องดิ้นรนต่อไป"